advertisement

ยังแค่เกมชิงกระแส?

โดย ทีมข่าวการเมือง 24 ส.ค. 2555 05:03

โดยเกมต้องถ่วงน้ำหนัก กั๊กกระแสกันไว้ก่อน

ตามจังหวะที่ฝ่ายถืออำนาจคือรัฐบาลพรรคเพื่อไทยเดินหน้ารุกคืบ เดินเกมบี้ผ่านทีมงานของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และพนักงานสอบสวนของตำรวจนครบาล ทำการปล่อยสำนวนสอบสวนเชิงลึกคดี 98 ศพ เหตุสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง

ชิงกระแสเล่นเป็นฝ่ายไล่จับผู้ร้าย

โดยเฉพาะการได้นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ ที่เป็นหนึ่งในทีมสยบม็อบแดง และมีบทบาทสำคัญอยู่ใน “กองบัญชาการราบ 11” ตามสถานะย่อมรู้เบื้องหน้าเบื้องหลังคำสั่งลึกๆลับๆ

นั่นย่อมทำให้น้ำหนักที่พลิกมาเข้าทางฝ่ายรัฐบาลพรรคเพื่อไทยไม่ธรรมดา

ที่แน่ๆกับปม “สไนเปอร์” ของฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ว่ากันว่ามีทั้งคลิปทั้งพยาน เล่นเอาสีเขียวอึดอัดต้องขยับท็อปบูต ส่งเสียงคำรามออกอากาศ เบรกจังหวะ “ออฟไซด์” สกัดไม่ให้ไหลลึก

ซึ่งก็พอเหมาะพอเจาะกับคิวชักแถวหน้ากระดานตบเท้าออกมา

ไล่จากกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่มีนางอมรา พงศาพิชญ์ นั่งเป็นประธาน ได้ปล่อยรายงานกว่า 80 หน้า ฟันธงปฏิบัติการสลายกลุ่มผู้ชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 ที่มีผู้เสียชีวิตกว่า 20 ราย ไปจนถึงการสลายการชุมนุม นปช. ระหว่างวันที่ 13-19 พฤษภาคม 2553 รัฐบาลในขณะนั้นไม่มีความผิด เพราะเมื่อประชาชนชุมนุมด้วยความไม่สงบ รัฐบาลจึงสามารถใช้อำนาจในการประกาศ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ส่วน 6 ศพ ในวัดปทุมวนาราม “อาจจะ” เป็นฝีมือของเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ต้องดำเนินการสอบสวนต่อไป

ต่อด้วยจังหวะของนายถวิล เปลี่ยนศรี ที่ปรึกษานายกฯ ในฐานะอดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) หนึ่งในทีมปฏิบัติการ “กองบัญชาการราบ 11” ที่โดนรัฐบาลพรรคเพื่อไทย เด้งไปนั่งตบยุง ก็โดดออกมาร่วมวงถือหางฝ่ายทหาร ยืนกรานข้อมูลสถานการณ์ในวันนั้นมีการชุมนุมยืดเยื้อและไม่สงบ โดยมีคำสั่งศาลทั้งศาลแพ่งศาลปกครองออกมาชัดเจนว่า เป็นการชุมนุมโดยไม่ถูกกฎหมาย ชาวบ้านเดือดร้อนมาก เจ้าหน้าที่ที่ออกมาก็เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย

แต่เรื่องปลีกย่อยที่มีคนเสียชีวิตจากเจ้าหน้าที่ก็ต้องว่ากันไปตามกระบวนยุติธรรม

ส่วนที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ และ “เทพเทือก” นายสุเทพ  เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯ ในฐานะผู้อำนวยการ ศอฉ. ที่ถูกพุ่งเป้าในฐานะผู้สั่งการ ก็เป็นโครงเรื่องเดิม หมาหางด้วน เมื่อจะปรองดอง นิรโทษกรรม ก็ต้องทำให้มันเหมือนกัน ซึ่งก็เห็นว่า นายอภิสิทธิ์กับนายสุเทพก็เข้มแข็งดี เพราะเป็นการปฏิบัติโดยชอบ

จัดหนัก จัดเต็ม ให้ชัดกันไปเลยว่าใครถือหางฝ่ายไหน

รัฐบาลมีดีเอสไอกับตำรวจเป็นหน่วยเจาะเกราะ ขณะที่กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติกับอดีตเลขาฯ สมช. ก็กระโดดเข้าข้างทหาร ประกันความบริสุทธิ์ให้อดีตรัฐบาลประชาธิปัตย์

วัดกันไปเลยว่าสังคมจะเทความเชื่อใครมากกว่า

แต่ทั้งนั้นทั้งนี้ โดยสถานการณ์ถือว่ายังจำกัดอยู่แค่เกมช่วงชิงกระแส

ประเมินท่าทีล่าสุด ตามจังหวะที่ พล.ต.พลภัทร วรรณภักตร์ เลขานุการกองทัพบก ออกมาบอกยกเลิกกรณีกองทัพบกเตรียมเชิญบรรณาธิการ และคอลัมนิสต์ หนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ ร่วมรับประทานอาหารพร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้บริหารระดับสูงกองทัพบก ในวันที่ 27 สิงหาคม

เนื่องจากมีข่าวว่า กองทัพบกเตรียมเชิญสื่อมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาว่า เป็นการบังคับสื่อมาฟังข้อมูลเพื่อนำกลับไปเผยแพร่หรือไม่ โดยเฉพาะสถานการณ์ช่วงนี้ค่อนข้างอ่อนไหวในการรับรู้ของประชาชน ดังนั้น ผบ.ทบ.จึงห่วงใยว่าอาจจะแปลความหมายของงานไปในทางที่ไม่ดี จึงให้ยกเลิกงานพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับสื่อออกไป

ทหารยังรักษาอาการ ไม่อยากให้ถูกแปลความในทางเฮี้ยวๆ

และนั่นก็คงไม่ต้องลุ้นอะไร ในห้วงกงล้อประวัติศาสตร์วนมาพอดี ตามโปรแกรมที่นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ ระบุว่า นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีคิวบินเยือนนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 23-27 กันยายน

โดยมีกำหนดการบรรยายเกี่ยวกับสิทธิสตรี ตามคำเชิญของนายบัน คี  มุน  เลขาธิการสหประชาชาติ และจะกล่าวสุนทรพจน์ในที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในวันที่ 27 กันยายน

ห้วงเวลาคาบเกี่ยวกับเมื่อ 6 ปีที่แล้ว อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่บินไปงานเดียวกัน และโดนรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ตกเก้าอี้กลางอากาศ ต้องเร่ร่อนยาวอยู่ต่างประเทศ

ตามมูลเหตุของพี่ชายกับต้นทุนของน้องสาว มันยังคนละเรื่อง.


ทีมข่าวการเมือง

โหวตข่าวนี้