advertisement

กุมอำนาจพเนจร ไม่เสี่ยงเกมสภา

โดย ทีมการเมือง 22 ก.ค. 2555 05:00

เหลี่ยม “ทักษิณ” ผ่อนเกม “แตกหัก” เร่งกลับบ้าน

สถานการณ์การเมืองที่ร้อนฉ่า ทำท่าว่าแผ่นดินจะลุกเป็นไฟ

ในห้วงก่อน “ศุกร์ 13” ที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดฟังคำตัดสินคำร้องเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 เป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระ-มหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญหรือไม่

ณ เวลานั้น มีการวิจารณ์คาดเดากันไปว่า ถ้าคำตัดสินออกมาในทางลบ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 เป็นการล้มล้างการปกครองฯ

ก็จะมีผลไปถึงการยุบพรรคเพื่อไทย และพรรคชาติไทยพัฒนา และตัดสิทธิการเมืองคณะกรรมการบริหารพรรค ที่ร่วมเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291

สถานการณ์ร้อนแรงมาก เพราะทั้ง ส.ส.พรรคเพื่อไทย และแกนนำกลุ่มเสื้อแดง ต่างก็ออกมาขู่ฮึ่มๆ ถ้าคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญออกมาเป็นผลลบต่อพรรคเพื่อไทย

มวลชนเรือนแสนจะต้องออกมาสำแดงพลัง ไม่รับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

กระตุกต่อมผวา ทำให้ผู้คนในสังคมหวั่นเกรงว่าจะเกิดเหตุการณ์วุ่นวายทางการเมือง เกิดจลาจล เกิดความรุนแรงในบ้านเมือง

แต่สุดท้าย “ศุกร์ 13” ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 8 คน มีมติเอกฉันท์ว่า การดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ที่ยังค้างการพิจารณาวาระ 3 ของรัฐสภา ยังไม่มีข้อเท็จจริงว่ามีการล้มล้างการปกครองฯตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง

ไม่มีข้อเท็จจริงเพียงพอรับฟังได้ว่า มีเจตนาล้มล้างการปกครองฯ จึงวินิจฉัยให้ยกคำร้องทั้ง 5 คำร้อง และไม่จำเป็นต้องพิจารณาประเด็นเรื่องการยุบพรรค

ช่วยลดอุณหภูมิความร้อนแรงที่อาจเป็นชนวนนำไปสู่ความวุ่นวายในบ้านเมือง ลงไปทันที

แต่ขณะเดียวกัน ในประเด็นของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ที่ยังค้างการพิจารณาวาระ 3 ของรัฐสภา ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า

การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยการยกร่างใหม่ทั้งฉบับ ยังไม่สอดคล้องกับมาตรา 291

เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ได้มาโดยการลงประชามติของประชาชน ก็ควรที่จะให้ประชาชนได้ลงประชามติเสียก่อนว่าสมควรที่จะมีรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่

หรือรัฐสภาจะใช้อำนาจในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เป็นรายมาตราก็เป็นความเหมาะสม และเป็นอำนาจของรัฐสภาที่จะดำเนินการได้ ซึ่งจะสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 291

ปมนี้จึงกลายเป็นปัญหาโดยตรงต่อการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ที่ยังค้างการพิจารณาวาระ 3 ของ รัฐสภา

การขับเคลื่อนของฝ่ายรัฐบาล พรรคเพื่อไทย ที่ใช้เสียงข้างมากหักดิบ เพื่อจะให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โละรัฐธรรมนูญปี 2550

ต้องสะดุด เกยตื้น เพราะติดด่านศาลรัฐธรรมนูญ

โดยนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายของฝ่ายรัฐสภา รอศึกษาละเอียดคำวินิจฉัยกลางของศาลรัฐธรรมนูญ และคำวินิจฉัยส่วนตนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญให้เกิดความรอบคอบ

นอกจากนี้ ยังมองว่า ทางออกที่ดีที่สุด ต้องทำในหนทางที่ไม่ทำให้เกิดปัญหาและตีความให้ยุ่งยาก คือ ต้องโละร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ทิ้งไป แล้วให้ ส.ส.และ ส.ว.ยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่เป็นรายมาตรา

ขณะที่คณะรัฐมนตรีก็ได้มีมติให้รอดูคำวินิจฉัยกลางของศาลรัฐธรรมนูญก่อน โดยมอบหมายให้คณะกรรมการกฤษฎีกา รอศึกษาตีความ และเสนอแนวทางต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี

ทั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สำทับว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ออกมามีรายละเอียดปลีกย่อยเพิ่มเติม รวมถึงคำแนะนำ ยังไม่แน่ใจว่าในคำวินิจฉัยจริงๆเขียนอย่างไร

ดังนั้น เห็นควรให้คณะรัฐมนตรีรอคำวินิจฉัยกลางออกมาอย่างเป็นทางการก่อน โดยคณะกรรมการกฤษฎีกาจะนำคำวินิจฉัยนั้นมาศึกษาตีความ เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง

ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ ทั้งฝ่ายบริหาร ยังไม่มั่นใจว่าจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร

จำเป็นต้องรอดูรายละเอียดในคำวินิจฉัยกลาง และคำวินิจฉัยส่วนตนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อความรอบคอบ

ในขณะที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญแจ้งให้ทราบขั้นตอนว่า ขณะนี้ฝ่ายกฎหมายได้ตรวจทานคำวินิจฉัยกลาง ในคำร้องร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 เป็นการล้มล้างการปกครองฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 หรือไม่ เสร็จแล้ว

โดยจะเสนอคำวินิจฉัยกลางให้ที่ประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาให้ความเห็นชอบในวันที่ 25 กรกฎาคมนี้ และจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาได้ทันกำหนด 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย

สำหรับคำวินิจฉัยส่วนตนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 8 คน อยู่ในขั้นดำเนินการของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และโดยระเบียบต้องเผยแพร่คำวินิจฉัยส่วนตนโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาภายใน  60 วัน

ฉะนั้น การเคลื่อนไหวในการตัดสินใจเกี่ยวกับการแก้ไข รัฐธรรมนูญของรัฐบาลและรัฐสภาจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร ยังต้องรอความชัดเจนจากคำวินิจฉัยกลางที่จะออกมา

เพื่อนำไปศึกษาวิเคราะห์ก่อนกำหนดแนวทางที่ชัดเจนต่อไป

เพราะรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ชัดเจนว่า “คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ”

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่รอคำวินิจฉัยกลางของศาลรัฐธรรมนูญ การเคลื่อนไหวเกี่ยวกับเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ยังอยู่ในสภาพฝุ่นตลบ

เพราะมีการแสดงความคิดเห็นจากหลายฝ่ายหลากหลายประเด็น แม้แต่ฝ่ายเดียวกันก็ยังเห็นไม่ตรงกัน

อาทิ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีต รมว.ยุติธรรม แกนนำพรรคเพื่อไทย ยุให้เดินหน้าลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 3 ต่อไป

เพราะศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่เข้าข่ายขัดต่อมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญ และร่างแก้ไขมาตรา 291 ก็กำหนดให้ทำประชามติอยู่แล้วหลัง ส.ส.ร.ยกร่างเสร็จ

เช่นเดียวกับนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.เกษตรฯ และแกนนำคนเสื้อแดง ที่เสนอให้ลุยโหวตร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 วาระ 3 ไปเลย เพื่อรักษาศักดิ์ศรีของรัฐสภา

ส่วน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ เห็นว่า ควรแก้ไขเป็นรายมาตราตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะหากเดินหน้าลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 วาระ 3 จะมีการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ และอาจนำไปสู่การยุบพรรค

ขณะที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการ ผอ.พรรคเพื่อไทย ชี้ว่า ต้องรอคำวินิจฉัยกลางและคำวินิจฉัยส่วนตนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการก่อน

เพราะคำวินิจฉัยที่แถลงไปกับคำวินิจฉัยกลางที่จะออกมาอย่างเป็นทางการอาจไม่เหมือนกัน เพราะคำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการจะมีเนื้อหารายละเอียดชัดเจนมากขึ้น ว่าอะไรที่สามารถทำได้หรือทำไม่ได้

ต่างคนต่างแสดงภูมิ แสดงความเห็นกันไปคนละทิศละทาง

ซึ่งถือเป็นความเห็นส่วนบุคคล เป็นสีสันของพวกศรีธนญชัย ที่ไม่มีอะไรมารองรับ

“ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ” ขอชี้ว่า การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทย และรัฐบาลภายใต้การนำของนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในการที่จะเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไป หลังจากมีคำวินิจฉัยกลางของศาลรัฐธรรมนูญออกมาแล้ว

การตัดสินใจขั้นสุดท้ายจริงๆ ก็ยังอยู่ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในฐานะ “นายใหญ่” ของพรรคเพื่อไทย เจ้าของเสียงข้างมากในสภา

โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ได้บอกผ่านนายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย กระบอกเสียงส่วนตัวมาแล้วว่า

การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องเดินหน้าต่อไป เพราะเป็นนโยบายของพรรคเพื่อไทยที่หาเสียงไว้ แต่ต้องคำนึงถึงสิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินออกมาด้วย เนื่องจากมีผลผูกพันทุกองค์กร แม้จะไม่เห็นด้วยในบางประเด็น แต่ก็จำเป็นต้องปฏิบัติตาม รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหา มีจุดบกพร่องหลายจุด อะไรที่สามารถทำเฉพาะหน้าไปก่อนก็ควรดำเนินการ

เน้นย้ำให้คำนึงถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แก้ไขแบบค่อยเป็นค่อยไป

นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังไปพูดบนเวทีแสดงวิสัยทัศน์ เรื่องสันติภาพและการปรองดองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ประเทศอินโดนีเซีย โดยระบุว่า

การนิรโทษกรรม คือกุญแจสำคัญสำหรับการปรองดอง ทุกคนพูดตรงกันว่า การปรองดองควรรวมไปถึงการนิรโทษกรรม

ประเทศไทยรอคอยมาอย่างยาวนานสำหรับการคืนสู่ความปรองดอง ควรเรียนรู้ที่จะให้อภัย เพราะมันสิ่งสำคัญสำหรับการปรองดอง จึงอยากเรียกร้องให้ทุก ฝ่ายในประเทศไทย จงให้อภัยกัน

สำทับถึงแนวทางการปรองดอง การนิรโทษกรรม และการให้อภัย

จากความเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่สะท้อนออกมาหลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291

ทีมของเรามองว่า เป็นการผ่อนเกม “แตกหัก” ที่ต้องการเร่งกลับบ้าน

ยอมถอย ไม่เร่งเกมหักดิบลุยแก้ไขรัฐธรรมนูญ

เพราะถ้ากระตุ้นให้รัฐบาลและพรรคเพื่อไทย ใช้เสียงข้างมากหักดิบลุยโหวตร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 เพื่อหวังโละรัฐธรรมนูญปี 2550 ทั้งฉบับ

แน่นอนว่า ฝ่ายต่อต้านก็จะต้องยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตีความว่าเป็นการล้มล้างการปกครองฯ ตามมาตรา 68 หรือไม่

เสี่ยงที่จะกระทบถึงสถานะของรัฐบาล และตำแหน่งนายกฯของน้องสาวที่กุมอำนาจรัฐอยู่อาจต้องกระเทือนไปด้วย

ซึ่งอำนาจรัฐที่อยู่ในมือของน้องสาวก็คืออำนาจของเขาเองด้วย

แน่นอน เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ พลิกเหลี่ยม เลี่ยงเกมหักดิบเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญในสภา ไม่เสี่ยงที่จะเสียอำนาจรัฐ

ความขัดแย้งที่จะนำไปสู่การแตกหักในบ้านเมืองก็คงยังไม่เกิดขึ้น

ยกเว้นว่าเขาจะหาวิธีการที่คิดว่าจะรักษาอำนาจรัฐเอาไว้ได้ หรือมีนอมินีรายใหม่ที่จะมาแทนที่น้องสาวของเขาได้ ถ้าเกิดเหตุเพลี่ยงพล้ำจนถึงขั้นต้องเปลี่ยนตัว

อย่างไรก็ตาม แม้ พ.ต.ท.ทักษิณไม่เสี่ยงเดินเกมหักดิบทางสภา ไม่เสี่ยงเสียอำนาจรัฐ เพื่อกุมอำนาจพเนจรทั่วโลก ของเขาเอาไว้

ซึ่งก็เป็นการลดปัจจัยเหตุที่จะนำไปสู่ความวุ่นวายในบ้านเมืองได้

แต่ประเทศไทยก็ยังต้องอมโรคต่อไป เหมือนที่เผชิญกันมาแล้ว 6–7 ปี.


“ทีมการเมือง”

โหวตข่าวนี้