advertisement

สัญญาณต้องวิ่งชิงตั๋ว!

โดย ทีมข่าวการเมือง 20 ก.ค. 2555 05:03

เฉลิม

คุมอารมณ์ได้นิ่งยาวนานกว่าที่ผ่านมาเยอะก็แล้วกัน

ล่าสุด เว็บไซต์แชนแนลนิวเอเชียของสิงคโปร์ รายงานโดยอ้างการให้สัมภาษณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย กับสื่ออินโดนีเซีย พูดกันเป็นทำนอง
ว่า ตอนนี้ไปได้ทุกที่บนโลกใบนี้ ยกเว้นแต่ที่ประเทศไทยบ้านของตัวเอง ซึ่งทุกประเทศ

พร้อมต้อนรับ แต่ไม่เข้าใจเพราะอะไรทำไมจึงกลับบ้านไม่ได้ รู้สึกไม่ดี เนื่องมาจากมีบางสิ่งผิดปกติไป

อาจจะเป็นเพราะการเมืองไทย โดนแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย ทำให้ทุกอย่างดูเลวร้ายลง ถึงเวลาแล้วที่จะต้องหันหน้าพูดคุยกัน ไม่ว่าจะสีแดง หรือว่าสีเหลือง เพื่อประเทศไทยจะได้กลับมาสงบสุขเช่นเดิม ซึ่งขณะนี้รอการปรองดองแห่งชาติเกิดขึ้นมาก่อนถึงจะได้กลับบ้าน

“ผมหวังให้มีการสมานฉันท์เกิดขึ้นให้ได้ เพื่อทวงคืนความสามัคคีกลับมา ผมให้อภัยทุกคนที่เคยว่าร้ายด้วยวาจา หรืออะไรต่างๆนานา ผมไม่ได้โกรธเคืองอะไร แต่ต้องการกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย และอยากจะได้ชีวิตปกติสุขคืนมาก็แค่นั้น”

“ทักษิณ” คุมโทนการเคลื่อนไหวอยู่ในโหมดปรองดองได้ต่อเนื่อง

ไม่ก่อเรื่องยั่วแรงต้าน เรียกงานเข้าให้รัฐบาล

ขณะที่น้องสาวอย่างนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็เล่นบท “เวิร์กกิ้งวูแมน” ลอยตัวจากการเมืองป่วนๆในเมืองไทยไปเฉิดฉายอยู่ในเวทีอินเตอร์ ตามโปรแกรมบินเยือนยุโรป เลาะจากการเยือนประเทศเยอรมนี ต่อด้วยคิวของประเทศฝรั่งเศส

เลี่ยงเกมปะทะ “คลาสสิก เคส” ของศาลรัฐธรรมนูญ

ชิ่งบรรยากาศมั่วๆ ฝุ่นควันคลุ้งกระจาย ในอารมณ์ของพวกฮาร์ดคอร์ก็ยุให้ลุยถั่วโหวตร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 3 ให้รู้แล้วรู้รอดกันไป อีกสายหนึ่งก็ให้ฉวยจังหวะลุยรื้อรัฐธรรมนูญ “หน้าแหลมฟันดำ” แบบรายมาตรา ล้างเครือข่ายฝ่ายต้านที่แฝงเป็นมรดกตกทอดมาจากการรัฐประหาร แต่พวกใจเสาะที่เสียวเกมล้มกระดานก็ไม่กล้าท้าเป็นท้าตายเสนอให้ทำประชามติตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

เครือข่าย “นายใหญ่” ยังเถียงกันเองไม่ตกฟาก

แต่เรื่องของเรื่องตามยุทธศาสตร์ที่จับทางได้จาก “เดอะอ้วน” นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการผู้อำนวยการพรรคเพื่อไทย แกนนำระดับคุมเกมของทีม “ทักษิณ” แบไต๋เลยว่า ขณะนี้ทุกฝ่ายต้องรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการก่อน ตามกระบวนการกว่ารัฐสภาจะเปิดในวันที่ 1 สิงหาคม ถ้าศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการภายใน 15 วัน ก็คือวันที่ 28 กรกฎาคม หากคำวินิจฉัยทางการออกมา พรรคเพื่อไทยพร้อมพิจารณาแนวทางหาข้อสรุปทันที

ยังมีเวลาให้ซื้ออีกหลายวัน หยั่งเชิงกันไปพลางๆ

และโดยจังหวะที่เข้าทางเซียนการตลาด เปลี่ยนกระแสผ่องถ่ายไปที่คิวปรับคณะรัฐมนตรี

ตามสัญญาณโยงต่อเนื่องจากกระแสข่าวที่ “บิ๊กอ๊อป” พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผบ.ตร.จะเปลี่ยนบทใหม่หลังเกษียณอายุราชการในปลายเดือนกันยายน ด้วยการชิมลางนั่งเป็นรองนายกฯ ดูแลงานด้านการปราบปรามยาเสพติด ยุทธศาสตร์หลักของรัฐบาล

พี่ชาย “นายหญิง” ถือโอกาสฝึกงานการเมือง ตามท้องเรื่องก็เลยพาดพิงไปถึง “สารวัตรเหลิม” ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ที่ถูกจ่อไมค์ถามถึงกระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี ที่แว่วๆว่า ร.ต.อ.เฉลิมอาจถูกปรับเป็น รมว.มหาดไทย

ในอารมณ์ที่เจ้าตัว “สารวัตรเหลิม” ออกตัวล้อฟรีว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ยินเรื่องปรับ ครม. ยังมีความสุขในการทำหน้าที่รองนายกฯ กำกับดูแลการปราบปรามยาเสพติด ที่สำคัญหากให้ตนเองไปเป็น รมว.มหาดไทยแล้ว อยากถามว่าจะให้นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ไปอยู่ตรงไหน

ดูท่าเหมือนจะห่วง แต่ลึกๆก็น่าจะรู้ข่าววงในแล้ว

เอาเป็นว่า ตามกระแสแว่วๆ “ยงยุทธ” จะถูกยกขึ้นไปแขวนลอยเป็นรองนายกฯเก้าอี้เดียว และจริงๆมีอยู่ 2 ชื่อที่ได้ลุ้นเสียบแทนเก้าอี้ มท.1 ถ้าไม่ใช่นายภูมิธรรม ที่ทำงานเบื้องหลังมาตลอด หรือไม่ ก็นายโภคิน พลกุล ที่ถือตั๋วผ่านทาง 2 ใบ ทั้งจากสาย “นายใหญ่” และ “นายหญิง”

ที่แน่ๆจากนี้ไปจนถึงดีเดย์หลังศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะเป็นช่วงพิจารณา “โปรไฟล์” ใครเข้า ใครออก ใครอยู่ ใครไป มีเวลาวิ่งชิงตั๋วกันอีกพักใหญ่

แต่ก่อนอื่นเลย ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ รัฐมนตรีที่ทำงานเข้าตานายกฯยิ่งลักษณ์และทีมงานมากสุด กลายเป็นนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมช.คมนาคม

คนที่ไปตรวจงานร่วมกับนายกฯแล้วนักข่าวยังถามทีมงานว่า คนนี้เป็นใคร

“โลกลืม” แต่ฉากหลังทำงานสนองไว เก้าอี้แน่นก็แล้วกัน.


ทีมข่าวการเมือง

โหวตข่าวนี้