advertisement

มุมไหนก็ไม่พ้น'กับดัก'

โดย ทีมข่าวการเมือง 19 ก.ค. 2555 05:00

ขึ้นชื่อว่า “คลาสสิก เคส” มันย่อมล้ำลึกไม่ธรรมดาอยู่แล้ว

ว่ากันตามแนวที่ “เจ๊สด” นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกมาเคลียร์ความชัดเจนการจัดทำประชามติจะต้องดำเนินการตามมาตรา 165 ประกอบมาตรา 9 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2552 วรรคหนึ่ง โดย ครม.จะต้องเป็นผู้กำหนดว่าจะให้มีการออกเสียงประชามติเรื่องใด

หากให้ทำประชามติเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า เห็นชอบให้ต้องการแก้ไขทั้งฉบับ


หรือไม่เห็นชอบนั้น ประชาชนจะต้องออกมาใช้สิทธิเกินครึ่งของผู้มาใช้สิทธิออกเสียง เช่นขณะนี้มีจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงทั้งสิ้นจำนวน 40 ล้านคน ก็ต้องมีคนมาใช้สิทธิมากกว่าครึ่ง คือ 21 ล้านคน อันเป็นเสียงข้างมาก

และต้องมีเสียงที่เห็นชอบเกินกึ่งหนึ่งของ 20 ล้านเสียง คือก็ต้องได้ 11 ล้านเสียง ซึ่งต้องคิด 2 ขยัก ถ้าครั้งแรกไม่ได้เสียงข้างมากของผู้มีสิทธิออกเสียงก็เป็นอันต้องตกไป

แปะกระดานไว้ ให้ยึดเป็นหลักฐานอ้างอิงกันได้

รับมุกเคลียร์ข้อข้องใจของนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา มือกฎหมายหัวแถว ที่ออกมาตั้งแง่กลางวงประชุมยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทยเป็นเชิงเตือนให้ระวัง “กับดัก” โดยหยิบยกเรื่องมาตรา 165 ของรัฐธรรมนูญ หากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับโดยการจัดให้ออกเสียงประชามติ อาจทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญมีปัญหา

เนื่องจากมีการกำหนดไว้ว่า การจัดให้ออกเสียงประชามติเพื่อให้ได้ข้อยุตินั้น ต้องใช้เสียงข้างมากของจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ ไม่ได้นับเอาเฉพาะเสียงส่วนใหญ่ของจำนวนผู้ที่ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งเท่านั้น หากดำเนินการวิธีนี้  โอกาสที่จะผ่านประชามติมีน้อยมาก

โดยเฉพาะเทียบกับฐานข้อมูลจากสถิติการใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ในการเลือกตั้งใหญ่ล่าสุดเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม มีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 46,939,549 คน และมีผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง 35,220,208 คน หรือร้อยละ 75.03

และหากนำจำนวนผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งระบบบัญชีรายชื่อในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาล อันประกอบด้วยพรรคเพื่อไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนา พรรคพลังชล พรรคประชาธิปไตยใหม่ ที่รวมกันมีจำนวน 17.38 ล้านเสียง และคาดว่าจะเป็นเสียงที่พรรคร่วมรัฐบาลจะรณรงค์ให้ลงประชามติรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็ยังไม่ถึงกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียง 46.9 ล้านคน

เป็นข้อกังวลของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่จะโดนค่ายกลดักสลับซับซ้อน

สะท้อนอาการผวาเกมประชามติที่อาจไม่ชัวร์  ไม่ใช่เสียงข้างมากจะลากผ่านไปได้ง่ายๆ

ไอ้ครั้นถ้าจะเอาตามที่นางสดศรีเล่นบท “ทะแนะ” ปูทางนำร่องเลยว่า รัฐธรรมนูญ 50 ระบุไว้ในมาตรา 291 ว่าหากจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็สามารถทำได้โดยรัฐสภา เหมือนอย่างที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ทำมาแล้ว เช่น การแก้ไขเขตเดียวเบอร์เดียว ซึ่งใช้เวลาไม่กี่เดือน 2–3 เดือนก็เสร็จแล้ว

ดังนั้น หากแก้รัฐธรรมนูญแบบรายมาตราเหมือนอย่าง

ที่ผ่านมาไม่ต้องไปทำประชามติก็คิดว่าจะเร็วกว่า และน่าจะดีกว่าไปทำประชามติ และไม่ต้องเปลืองเงินด้วย

ชงให้ลุยรื้อแบบรายมาตรา หาเหตุผลสนับสนุนให้เนียนๆ

สวนทางกับมุมของเซียนระดับ “เดอะอ๋อย” นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ฟันธง ถ้ารัฐบาลพรรคเพื่อไทยหลงเหลี่ยมไปแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบรายมาตรา ก็จะเสียค่าโง่

เพราะต้องใช้เวลาอย่างต่ำ 15–20 ปี

มุมใกล้เคียงกับ “บิ๊กเติ้ง” นายบรรหาร ศิลปอาชา หลงจู๊ใหญ่พรรคชาติไทยพัฒนา ที่ไม่เอาด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบรายมาตรา เพราะอาจมีปัญหาหากใครไม่พอใจในมาตราที่แก้ ก็ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความได้ ถ้าเป็นแบบนี้ 3–4 ปีก็ไม่เสร็จ เพราะจะมีปัญหาเกิดขึ้นเรื่อยๆโดยอ้างขัดรัฐธรรมนูญ

“บรรหาร–จาตุรนต์” มองตรงกัน แก้แบบรายมาตราเสียเวลาเข้าทางเกมยื้อ ที่สุดก็ไม่สามารถรื้อรัฐธรรมนูญฉบับ “หน้าแหลมฟันดำ” ได้ในรัฐบาลนี้
ประชามติก็ไม่ง่าย แก้แบบรายมาตราก็ไม่ชัวร์

ตามเหลี่ยมกล้าๆกลัวๆที่ “บิ๊กเติ้ง” แนะให้แช่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ค้างในรัฐสภาไว้ก่อน โดยยังไม่ลงมติในวาระ 3 ให้เสี่ยงขัดกับคำวินิจฉัย แล้วไปทำประชามติ รวมทั้งรอดูผลวินิจฉัยส่วนตนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ว่าแต่ละคนคิดอย่างไร

ก็แค่ลากจังหวะ ดูเชิงกันไป

แต่ที่แน่ๆยังไงก็ไม่กล้า ถ้า “ลุยถั่ว” โหวตวาระ 3 กันเลย ก็แหยงมุกดุๆของ “สารวัตรเหลิม” ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ที่ออกมาขู่

กระตุกขวัญสั่นประสาทคนกันเอง โดนยุบพรรคแน่ล้านเปอร์เซ็นต์

นำร่องซะขนาดนี้ ใครจะกล้าท้าเป็นท้าตาย.

 

ทีมข่าวการเมือง

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement