ถ้าเป็นการเตือนภัยสึนามิ ก็อยู่ในระดับต้องเก็บของหนีขึ้นที่ปลอดภัย
ตามสัญญาณที่นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และ รมว.คลัง ได้รายงานสถานการณ์วิกฤติการเงินในยูโรโซน ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีนัดที่ผ่านมา
ตอกย้ำ วิกฤติเศรษฐกิจในยุโรปจะส่งผลกระทบมาถึงไทยในไม่ช้า
และโดยจังหวะตั้งรับสถานการณ์ฉุกเฉิน วันถัดมา นายอารีพงษ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง ได้เปิดเผยว่า ที่ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจเพื่อติดตามผลกระทบจากวิกฤติยูโรโซนของรัฐบาล มีความเป็นห่วงสถานการณ์การส่งออกที่อาจกระทบต่อการจ้างงาน โดยกลุ่มที่น่าเป็นห่วงและจับตา คือ อิเล็กทรอนิกส์ และสิ่งทอ เพราะมีการจ้างงานสูง โดยจะมีการจับตาบริษัทจำนวน 2,100 แห่ง ที่เสี่ยงมีปัญหาจากวิกฤติส่งออก
ข้อมูลสอดคล้องกับนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยอมรับเลยว่า ผลกระทบจากวิกฤติหนี้สาธารณะและสถาบันการเงินของกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) เริ่มส่งผลต่อการส่งออก โดยเริ่มเห็นการชะลอตัวของคำสั่งซื้อของผู้ส่งออกไทย จากคู่ค้าในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป และประเทศที่ส่งออกไปยังสหภาพยุโรป เช่น จีน อาเซียน
วิกฤติยูโรโซนลุกลามมาไว ตามคาดการณ์
ที่แน่ๆไม่ใช่แค่ทีมงานรัฐบาลของนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่นั่งไม่ติด โดยสัญญาณสั่นสะเทือนของวิกฤติเศรษฐกิจยุโรปที่จะกระแทกประเทศไทยรุนแรงระดับใด ประเมินได้จากอาการของพวกเซียนจมูกไวในหมู่ขาใหญ่พรรคร่วมรัฐบาล
อ่านสถานการณ์แล้ว ไม่น่าไว้วางใจ
ตามจังหวะอีกด้านหนึ่ง นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ บอสใหญ่พรรคชาติพัฒนา ได้ต่อสายเรียกทีมงานทั้งนายพินิจ จารุสมบัติ นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ ตั้งโต๊ะหารือสถานการณ์เศรษฐกิจ คาดการณ์วิกฤติยูโรโซนที่จะส่งผลต่อประเทศไทยค่อนข้างรุนแรงแน่
ประกอบกับภาวะการเมืองล่อแหลม จะยิ่งซ้ำเติมให้ย่ำแย่กันไปใหญ่
ถึงเวลาต้องงัดบท “เก๋า” กระโดดช่วยประคองสถานการณ์กันคนละมือ
เบื้องต้นเลยมีการแบ่งงาน แยกภารกิจไปช่วยกันคนละทาง ตามโควตาที่คุมงานกระทรวงอุตสาหกรรม อาศัยคอนเน็กชั่นของนายพินิจกับนายปรีชาในฐานะหัวหอกสมาคมวัฒนธรรมเศรษฐกิจไทย–จีน ดีลกับนักธุรกิจแผ่นดินใหญ่ให้ช่วยประคองตลาดส่งออกที่โหลดมาจากยุโรป ขณะที่นายสุวัจน์จะเคลียร์กับภาคอุตสาหกรรม ไม่ให้สะดุด เกิดภาวะการเลิกจ้างงาน จากนั้น กลางเดือนกรกฎาคม “สุวัจน์–พินิจ–ปรีชา” จะยกทีมบินไปยุโรป เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกับนักธุรกิจในเครือข่าย เก็บข้อมูลดิบมาสะท้อนให้รัฐบาล
ตามรูปการณ์ งานนี้คงไม่ใช่แค่โชว์เก๋าเอาหน้ากับใคร
เพราะนายสุวัจน์นั้นค่อนข้างแน่นอนแล้วว่า รอบนี้จะ “ขอบาย” เก้าอี้รัฐมนตรี ดึงตัวเองออกมาอยู่ในจุดที่ขยับได้คล่องตัว เพื่อมุ่งภารกิจสำคัญในการเดินยุทธศาสตร์ปรองดอง ในส่วนของนายพินิจและนายปรีชา ก็ไม่มีโปรแกรมจะถูกดึงเข้าร่วมงานใน ครม. “ยิ่งลักษณ์” แต่อย่างใด
จึงไม่ใช่การปั่นโปรไฟล์แย่งซีน เบียดเก้าอี้รัฐมนตรีในหมู่คนบ้านเลขที่ 111
ตรงกันข้าม มันคืออีกมุมของคนบ้านเลขที่ 111 ซึ่งไม่ใช่กลุ่มก๊วนนักการเมืองขาใหญ่ที่ฟื้นจากหลุมขึ้นมาอาละวาด แสดงอิทธิปาฏิหาริย์ แต่เป็นการแสดงศักยภาพของนักเลือกตั้งอาชีพ
ฝากให้เป็นตำนาน มากกว่าจะมองเป็นเกมเขี้ยวทางการเมือง
เรื่องของเรื่อง ถือเป็นจังหวะของเซียนรุ่นใหญ่ที่กันตัวเองออกมาจาก “กระแสเหมาเข่ง” นักการเมืองที่มีแต่เรื่องแก่งแย่งอำนาจผลประโยชน์ อย่างน้อยการลดโหลด “ยิ่งลักษณ์” รับมือกับวิกฤติเศรษฐกิจยุโรป ก็ไม่ใช่แค่ความเป็นอยู่เป็นไปของรัฐบาล
แต่หมายถึงการประคับประคองสถานการณ์ของประเทศไทยโดยรวม
ท่ามกลางบรรยากาศร้อนๆที่เร้าเข้ามาทุกขณะ ว่ากันตามมุมของจอมเก๋าอย่างนายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำพรรคภูมิใจไทย สมาชิกบ้านเลขที่ 111 วิเคราะห์สถานการณ์ รัฐบาลยังน่าเป็นห่วง ทั้งในเรื่องของเศรษฐกิจ ที่มีปัญหาการส่งออกลดลง ผลกระทบจากเศรษฐกิจยุโรป
อีกทั้งปัญหาทางด้านการเมืองที่ยังคาราคาซัง ทั้งเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.ปรองดอง และเมื่อเปิดประชุมสภาฯยังมีเรื่องของการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ส่วนการปรับ ครม.ไม่น่าจะช่วยแก้ปัญหาได้ แต่เป็นการซ้ำเติมรัฐบาล เพราะการปรับทุกครั้งต้องมีคนสมหวังและผิดหวัง คนถูกปรับออกจะทำให้เกิดปัญหากระเพื่อม เกิดคลื่นลม ส่งผลกับการยกมือไว้วางใจ
สรุป การเมืองส่อเอาไม่อยู่ ก็ต้องกู้เศรษฐกิจไว้ก่อน.
ทีมข่าวการเมือง




















