advertisement

จิตสำนึก2ขั้ว หยุดไทยฆ่าไทย

โดย ทีมข่าวการเมือง 24 มิ.ย. 2555 05:01

ถามหา “ความรับผิดชอบ” เบรกวิกฤติปรองดอง “พ่นพิษ”

เป็นประเด็นครึกโครมสะท้านเมือง

เมื่อนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี แกนนำใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ เปิดประเด็นเปรี้ยงบนเวทีปราศรัย “เดินหน้าผ่าความจริงล้มรัฐธรรมนูญ ออกกฎหมาย หยุดล้างผิดคนโกง” ครั้งที่ 3 ที่มีนบุรี โดยระบุว่า

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ส่งคนมาติดต่อขอเชิญไปร่วมรัฐบาล ให้เลือกกระทรวงเอาเลย ขออย่างเดียว อย่าต่อต้านการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และอย่าต่อต้านกฎหมายปรองดองที่เสนอเข้ามา แต่ได้ปฏิเสธไป

ทำให้เกิดปฏิกิริยาทางการเมืองต่อเนื่องตามมาทันที

ทั้งแกนนำและลูกหาบของพรรคเพื่อไทย ต่างดาหน้าออกมาปฏิเสธ พร้อมทั้งโจมตีว่าเป็นการพูดจาเพ้อเจ้อ แต่งเรื่องยกเมฆ

นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ออกมาระบุเลยว่า ได้คุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณในเรื่องนี้แล้วก็หัวเราะ บอกว่าเป็นไปไม่ได้

ในขณะที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ออกตัวว่า

วันนี้รัฐบาลมีเสถียรภาพอยู่แล้ว เพราะพรรคเพื่อไทยมีเสียงเกินครึ่งสภาฯ มีพรรคร่วมรัฐบาลอยู่แล้ว เสถียรภาพยังไปได้ดี

ส่วน ส.ส.พรรคเพื่อไทยหลายคนก็ออกมาท้าให้นายสุเทพเปิดเผยชื่อบุคคลที่อ้างว่าไปติดต่อให้พรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมรัฐบาล

กล่าวหาว่าเป็นผู้ใหญ่เลี้ยงแกะ เย้ยให้รอชาติหน้า

ขณะที่นายสุเทพก็ออกมายืนยันว่าสิ่งที่พูดไปทั้งหมดเป็นเรื่องจริง แถมยังแพลมข้อมูลเพิ่มเติมว่า

ครั้งแรกส่งสุภาพสตรีที่อยู่ในสังคมชั้นสูง 2 คน มาเจรจาต่างกรรมต่างวาระกัน คนที่ 3 เป็นสุภาพบุรุษ แต่ไม่ขอเอ่ยชื่อ เพราะไม่อยากให้ถูกเข้าใจผิด คิดว่าคนเหล่านี้หวังดีต่อบ้านเมือง

ปฏิกิริยาโต้ตอบกันระหว่างคนของพรรคเพื่อไทย กับนายสุเทพ ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ถือว่าเป็นภาคบังคับทางการเมืองในทางเปิด

ที่ต่างฝ่ายต่างก็ต้องยืนยันในสิ่งที่ตัวเองจะได้เปรียบ ได้ประโยชน์ทางการเมืองไว้ก่อน

อย่างไรก็ตาม ในฐานะ “ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ” ได้ติดตามสถานการณ์ทางการเมืองและความเคลื่อนไหวของ 2 ขั้วการเมืองใหญ่ “เพื่อไทย–ประชาธิปัตย์” มาอย่างต่อเนื่อง
จนมาถึงกรณีที่นายสุเทพ ออกมาเปิดเผยว่ามีคนมาติดต่อทาบทามให้พรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยนั้น

เราเชื่อว่า คนระดับแกนนำพรรคอย่างนายสุเทพออกมาพูด ต้องมีมูลความจริง

เพราะถ้าใครเข้าใจธรรมชาติของการเมืองไทยอย่างลึกซึ้งแล้ว ย่อมต้องรู้ดีว่า เป็นปกติของการเมืองบ้านเราที่จะต้องมีการต่อสายเจรจากันทุกเรื่องที่เป็นปัญหาความขัดแย้ง

เพียงแต่ที่ผ่านมา เป็นการเจรจากันหลังฉาก ไม่ได้มีการเปิดเผยออกมาสู่สาธารณะ คนจึงไม่ค่อยรู้

แต่มาถึงคิวนี้ เมื่อมีการนำเรื่องที่พูดคุยกันในที่ลับ ออกมาเปิดเผยในที่แจ้ง มันก็เลยกลายเป็นประเด็นที่ต้องมีการปฏิเสธ โต้ตอบกันพัลวัน

ยิ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันไปถึงคนที่ชื่อ “ทักษิณ” คนที่สัมผัสอยู่ในแวดวงการเมืองต่างก็รู้กันดีว่า เขาพร้อมที่จะทำทุกอย่าง ใช้ทุกยุทธวิธี

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตัวเองต้องการ

หลายสถานการณ์ หลายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ในห้วง 6–7 ปีที่ผ่านมา เป็นสิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นกันมาแล้วอย่างชัดเจน

พูดง่ายๆว่า ทำได้ทุกอย่าง ทำได้ทั้งนั้น เพื่อให้บรรลุผลสำเร็จ

เหมือนอย่างล่าสุด ก็คือ การพยายามเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 เพื่อนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

รวมทั้งการผลักดันร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ ที่ยังมีปัญหาคาสภาอยู่

โดยสามารถทำให้คนอย่าง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ อดีตประธาน คมช.

ที่เคยเป็นหัวหน้าคณะรัฐประหาร โค่นล้มอำนาจรัฐบาล “ทักษิณ” ด้วยเหตุผลต่างๆ นานา เปลี่ยนแนวคิดและอุดมการณ์ จากหน้ามือเป็นหลังมือ

กลายมาเป็นผู้ขับเคลื่อนผลักดันร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองฯ เข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ เพื่อโละโทษโละคดีทั้งหมดให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ

ท่ามกลางปริศนาว่าอะไรทำให้ พล.อ.สนธิเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้

ฉะนั้น เมื่อพูดถึงการต่อสาย ส่งคนเจรจาต่อรองทางลับในทางการเมือง อย่างที่นายสุเทพออกมาเปิดเผย

คนในแวดวงการเมืองจึงถือว่าเป็นเรื่องปกติ ตามสไตล์ “ทักษิณ”

ส่วนเนื้อหาที่มีการเปิดเผยออกมาจะเป็นความจริงบางส่วน หรือทั้งหมด เป็นเรื่องที่อยู่เหนือการคาดเดา เพราะเป็นการเจรจากันทางลับ

อย่างไรก็ตาม จากการออกมาเปิดประเด็นของคนระดับนายสุเทพ ที่ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณส่งคนมาเจรจาขอให้พรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมรัฐบาล

เพื่อแลกกับการไม่คัดค้านขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการออกกฎหมายว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ

ย่อมไม่ใช่การพูดแบบกลอนพาไป แต่เป็นการพูดเพื่อหวังผลทางการเมืองชัวร์ป้าด

ที่แน่ๆ เป็นการตอกลิ่มให้มวลชนเสื้อแดง และคนในพรรคเพื่อไทยด้วยกันเอง เกิดความระส่ำ

เพราะไม่แน่ใจว่า จริงหรือเปล่า

รวมทั้งยังเป็นการสร้างความหวาดระแวงแก่บรรดาพรรคร่วมรัฐบาล ที่เกิดความไม่มั่นใจว่า “ทักษิณ” จะเอายังไงกันแน่

และผลอีกทางหนึ่งก็คือ เป็นการส่งสัญญาณแรงๆ ถึง พ.ต.ท.ทักษิณ และแกนนำพรรคเพื่อไทย ให้รับรู้ไปเลยว่า เรื่องที่จะมาเจรจาเกี้ยเซี้ยกัน ไม่มีอีกแล้ว

ซึ่งก็แน่นอน เพราะโดยรูปการณ์ เมื่อถึงขนาดเอาเรื่องที่คุยกันในที่ลับ ไปป่าวประกาศในที่แจ้ง ต่อไปจะเจรจากันได้อย่างไร

ที่สำคัญ เมื่ออ่านเกมกันแล้ว มันเหมือนเป็นการประกาศศึก เปิดหน้าชนแหลก

เพราะเมื่อย้อนไปก่อนหน้านี้ ในห้วงที่ พล.อ.สนธิ และ ส.ส.พรรคเพื่อไทย เดินเกมหักดิบเสนอร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองฯ เข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ

ฝ่ายค้าน พรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้สำแดงอาการต่อต้านสุดฤทธิ์ ถึงขั้นยอมเสียรังวัด อาละวาดกระชากประธานสภาฯ ลงจากเก้าอี้ ต่อเนื่องด้วยการขว้างปาแฟ้มใส่หน้าประธานสภาฯ

ประกาศลั่นจะต่อต้านร่าง พ.ร.บ.ปรองดองฯ ที่เป็นการนิรโทษกรรมความผิดให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างถึงที่สุดทุกรูปแบบ

สู้ในสภาไม่ได้เพราะเสียงน้อยกว่า ก็ออกไปเปิดเวทีสู้นอกสภา

วางโปรแกรมเปิดเวทีปราศรัย ปลุกระดมมวลชนทุกภาคทั่วประเทศ

อ้างเป็นการเดินสายปราศรัยให้ความรู้ ทำความเข้าใจกับประชาชน และชี้แจงการทำงานของพรรคในฐานะตัวแทนปวงชน

ล้อไปกับกิจกรรมของพรรคในห้วงปิดสมัยประชุมสภาได้แบบเนียนๆ

ซึ่งก็ไม่ได้ผิดจากแนวทางการเคลื่อนไหวทางการเมืองของสังคมประชาธิปไตย

ในขณะที่ฝ่ายรัฐบาล พรรคเพื่อไทย ก็ไม่น้อยหน้าไปกว่ากัน เมื่อในสภาถูกตีรวน จนเป็นเหตุให้การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ปรองดองฯต้องชะงักไป

แถมยังมีเหตุศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องตามมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญ และมีคำสั่งให้ระงับการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 วาระ 3

ก็หันไปเดินเกมเคลื่อนไหวนอกสภา จัดเวทีปราศรัยใหญ่ คู่ขนานไปกับเวทีคนเสื้อแดง โจมตีฝ่ายตรงข้าม ปลุกระดมมวลชนของตัวเอง

ไม่มีใครยอมใคร ไม่มีการลดราวาศอก

ทำให้บรรยากาศในช่วงปิดสมัยประชุมสภา แทนที่จะเป็นช่วงผ่อนคลายทางการเมือง กลายเป็นช่วงของการกระตุ้นมวลชนให้เกิดความฮึกเหิม

เหมือนเตรียมพร้อมระดมพล จัดกระบวนทัพ รอเวลาเข้าห้ำหั่นกัน

“ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ” ขอชี้ว่า เมื่อสถานการณ์การเมืองเดินมาถึงจุดนี้ นับจากวันนี้ไป บรรยากาศการเมืองก็จะยิ่งเพิ่มดีกรีความขัดแย้งคุกรุ่นรุนแรงมากขึ้น

ตามแรงปลุกเร้าของการเมือง 2 ขั้ว

ฝ่ายค้าน พรรคประชาธิปัตย์ กับฝ่ายรัฐบาล พรรคเพื่อไทย

มวลชนทั้ง 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่ง กลุ่มเสื้อเหลือง และกลุ่มเสื้อหลากสี อีกฝ่ายหนึ่ง กลุ่มเสื้อแดง ต่างก็พร้อมที่จะลุกฮือ เคลื่อนขบวนออกมาต่อต้านฝ่ายตรงข้าม

ยิ่งเมื่อถึงช่วงเปิดสมัยประชุมสภาสมัยสามัญทั่วไป ในเดือนสิงหาคม หากมีการผลักดันให้มีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ วาระแรก ขั้นรับหลักการ
วันนั้นจะเป็นวันเผชิญหน้า ทั้งในสภาและนอกสภา

ในสภา พรรคประชาธิปัตย์ต้องปะทะกับพรรคเพื่อไทย เพื่อหยุดยั้งร่างกฎหมายฉบับนี้ให้ได้

ส่วนนอกสภา ม็อบเสื้อเหลืองต้องผนึกกำลังม็อบเสื้อหลากสี เคลื่อนไหวต่อต้านร่างกฎหมายปรองดองฯอย่างสุดฤทธิ์

ซึ่งก็จะต้องเผชิญหน้ากับม็อบเสื้อแดง ที่ออกมาสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.ปรองดองฯ อย่างสุดลิ่ม

ประเมินสถานการณ์แล้วส่อเค้าปะทะรุนแรง “ม็อบชนม็อบ” ต้องเกิดขึ้นแน่

เพราะต่างฝ่ายต่างก็จัดกองทัพประชาชน เตรียมไว้ห้ำหั่นกันอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ทีมของเราขอบอกว่า เหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง จนนำมาสู่ความแตกแยกของคนในชาติในห้วง 6–7 ปีที่ผ่านมา

มาถึงวันนี้ คงไม่สามารถที่จะชี้ผิด ชี้ถูกฝ่ายใดได้ เพราะเป็นเรื่องที่สะสมมานาน และทั้ง 2 ฝ่ายก็มีทั้งผิดและถูกกันทั้งนั้น

แต่ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจะยุติลงได้ หรือจะยิ่งวิกฤติเลวร้าย ลุกลามไปถึงขั้นเป็นสงครามกลางเมือง คนไทยฆ่ากันเอง

ในเบื้องต้นเลยอยู่ที่ “ความรับผิดชอบ” ของแกนนำทั้ง 2 ขั้วการเมืองว่า มีจิตสำนึกต่อความอยู่รอดของชาติบ้านเมืองกันแค่ไหน

หรือในสมองคิดแค่ต้องการเอาชนะคะคาน สนองกิเลสตัวเอง.


“ทีมการเมือง”

โหวตข่าวนี้