ข่าว

วิดีโอ

ชนะเพื่อไปผจญเหนื่อยหนัก

คูหาแทบแตก

ตามภาพข่าวที่ประชาชนคนไทยแห่ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งทั่วไป แบบมืดฟ้ามัวดิน คึกคักทั่วทุกหัวระแหงของประเทศ ในอารมณ์ที่นายวิสุทธิ์ โพธิแท่น กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ฝ่ายการมีส่วนร่วม ฟันธงได้ด้วยสายตาเปล่า คาดว่าจะมีคนมาใช้สิทธิสูงสุดในรอบ 10 ปี

ในอารมณ์ที่ฟันธงกันได้ในเบื้องต้น จากปรากฏการณ์ที่หลายฝ่ายคาดหวังกันว่าการเลือกตั้งคือทางออกของประเทศไทย กุญแจดอกสำคัญนำไปสู่ความปรองดอง

แม้แต่เวทีโลก คนระดับนายบัน กีมุน เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ก็ออกแถลงการณ์ เรียกร้องการเลือกตั้งที่ยุติธรรม โปร่งใส เพื่อนำไปสู่ความสงบ ขณะที่ประเทศยักษ์ใหญ่ที่ทรงอิทธิพลอย่างสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ประเทศใหญ่ในกลุ่มยุโรป ก็จับตามองสถานการณ์เลือกตั้งในประเทศไทยจะข้ามผ่านวิกฤติทางการเมืองในประเทศได้หรือไม่

มันจึงเป็นอะไรที่อนุมานได้เลยว่า คนไทยแสดงพลังประกาศต่อสายตานานาชาติ

“เลือกอนาคตตัวเอง กำหนดทิศทางประเทศไทย”

และแน่นอน ตามผลการเลือกตั้งที่ออกมา เสียงส่วนใหญ่เทคะแนนให้พรรคเพื่อไทยโกยแต้มเข้าป้ายเป็นอันดับหนึ่งแบบม้วนเดียวจบ ได้เสียงมากเป็นอันดับหนึ่ง

แต่ก็ยังไม่นับเป็นตัวเลขสุดท้าย เพราะยังไม่ผ่านกระบวนการรับรอง

ที่แน่ๆถึงตรงนี้ก็เป็นอะไรที่ “อำนาจพ้นจากมือประชาชน” ไปแล้ว นับตั้งแต่นาทีปิดหีบเลือกตั้ง เป็นอันจบขั้นตอนหย่อนบัตรลงคะแนน

ส่งต่ออำนาจตกไปอยู่ในกำมือของ “ผู้คุมกฎ”

ไล่ตั้งแต่คณะกรรมการการเลือกตั้ง ศาลรัฐธรรมนูญ และศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ในกระบวนการพิจารณาใบเหลือง สั่งเลือกตั้งใหม่ หรือแจกใบแดง เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง เรื่อยไปจนถึงคดียุบพรรคการเมืองที่มีเรื่องร้องเรียนจ่ออยู่

แน่นอน ตามสถานภาพที่ถูกล็อกโดยบทบัญญัติของกฎหมายรัฐธรรมนูญ “ผู้คุมกฎ” ต้องทำหน้าที่อย่างเที่ยงตรง ยุติธรรม ไม่เอนเอียงไปตามแรงกดดัน

ไม่ว่าจะเป็นจากกลุ่มพลังมวลชนสีใดสีหนึ่ง หรือพลังอำนาจนอกระบบที่แทรกแซง

ตามกติกาไม่ว่าถูกใจหรือไม่ แต่ต้องยอมรับในคำวินิจฉัย

มันจึงต้องรอลุ้นกับจำนวนใบเหลือง ใบแดง การร้องคัดค้านผลการเลือกตั้งที่จะต้องตามมาหลังจากนี้ และนั่นก็หมายถึงว่า ระยะทางอีก 30 วัน ตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีการเปิดสภาโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ภายหลังการเลือกตั้ง

ยังมี “สุญญากาศ” ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตัวเลขคะแนนเสียงแต่ละขั้วแต่ละค่าย

โดยเฉพาะในกรณีที่พรรคเพื่อไทยได้แต้มเกินครึ่ง 250 ที่นั่ง ไปไม่เท่าไหร่ ยังไม่สามารถรับประกันความชัวร์จากการหักลบตัวเลขใบเหลือง ใบแดงได้

ก็เป็นอะไรที่ยังปิดกล่องไปเลยไม่ได้

แต่ก่อนอื่นว่ากันตามคะแนนดิบ ณ คาบนี้ ตามกติกาการแข่งขันในระบบสากลทั่วไป “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ชนะเลือกตั้ง นำทีมได้เสียงมาเป็นอันดับหนึ่ง ก็ได้สิทธิโดยชอบธรรมในการจัดตั้งรัฐบาล

มีโอกาสสร้างประวัติศาสตร์ขึ้นแท่นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของเมืองไทย

เพราะอีกทางหนึ่ง ฝ่ายนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ประกาศยอมรับความพ่ายแพ้ และร่วมแสดงความยินดีกับพรรคเพื่อไทยที่ได้รับชัยชนะ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย

และโดยวิสัยของเซียนเลือกตั้งอาชีพต้องเล่นเกมเร็ว น่าจะมีการต่อสายจับขั้ว เจรจาดึงพรรคร่วมรัฐบาล รีบชิงการนำกันแล้ว

ตามสัญญาณเสียงสดๆที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ข้ามประเทศ แพลมไต๋เลยว่า แม้พรรคเพื่อไทยจะได้เสียงเกินครึ่งจัดรัฐบาลพรรคเดียวได้ แต่ก็จำเป็นต้องเชิญพรรคร่วมรัฐบาล เพราะอยู่คนเดียวมันเหงา

จำเป็นต้องมีใบเฟิร์นประดับและหินรองแจกันดอกไม้

ตามตัวเลขและสัญญาณที่ส่งซิกสัญญาณก่อนหน้า โอกาสที่เทียบเชิญจะถูกส่งไปที่พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน ของยี่ห้อ “เอสแอนด์พี” นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ นายพินิจ จารุสมบัติ นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ พรรคชาติไทยพัฒนา ของ “หลงจู๊ใหญ่” นายบรรหาร ศิลปอาชา และพรรคพลังชล ของนายสนธยา คุณปลื้ม

แต่ถ้าดันตัวเลขไม่ถึงเป้า 300 ที่นั่ง ไม่พอประกันความปลอดภัย

ก็น่าจะมีคิวล่อ “งูเห่า” กลุ่มมัชฌิมาของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ให้ตีชิ่งออกมาจากค่ายภูมิใจไทย ถือเป็น “แต้มไปกลับ” ที่จะเบรกเกมพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคภูมิใจไทยในปีกของนายเนวิน ชิดชอบ ไม่ให้มีโอกาสแย่งจัดตั้งรัฐบาล

“นายใหญ่” ได้ 2 เด้ง ทั้งสั่งสอน “เนวิน” ทั้งหักลำประชาธิปัตย์

เอาเป็นว่า สถานะของพรรคเพื่อไทยอยู่ในจุดได้เปรียบ เมื่อเทียบในทางกลับกัน โอกาสที่พรรคประชาธิปัตย์หุ้นกับ “เนวิน” แย่งเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ต้องลุ้นหลายช็อต

เริ่มตั้งแต่ลุ้นให้พรรคเพื่อไทย ได้ใบแดง ใบเหลือง จนแต้มโดนตัดลงมาต่ำกว่าครึ่ง 250 เสียง ขณะเดียวกันก็ต้องไปตระเวน เก็บตกเสียงของพรรคขนาดกลางและขนาดเล็กให้ได้ทุกพรรค

กวาดกันแบบทุกเม็ด ทุกดอก เพียงเพื่อรวมแต้มให้เฉือนชนะแบบคาบเส้นยาแดง

โดยสถานการณ์ที่ต่างกันแทบจะแทงหวยเต็งได้นาทีนี้ต้องยกให้ “ยิ่งลักษณ์” เป็น “นารีพิฆาต”

แต่จะยืนระยะไปได้นานแค่ไหน ในเส้นทางที่เต็มไปด้วย “ตะปูเรือใบ”

ก็อย่างที่อดีตนายกฯทักษิณ ยอมรับว่า เป็นห่วง เส้นทางจากนี้ไปเป็นงานหนักของน้องสาวอย่าง “ยิ่งลักษณ์” พร้อมกับประกาศออกตัวเลยว่า ไม่อยากให้ตัวเองเป็นเงื่อนไขให้ประเทศวุ่นวาย ถ้ากลับประเทศไทยแล้วเป็นปัญหา ก็ไม่จำเป็นต้องรีบกลับ อยู่เมืองนอกต่อไปได้ ยังมีงานธุรกิจให้ทำอีกเยอะ

ไม่เอาปมส่วนตัวเป็นเรื่องหลัก แต่ยึดบ้านเมืองต้องสงบปรองดอง

“ทักษิณ” รีบ “ผ่อง” แรงกดดันให้ก่อนเลย อย่างน้อยก็เป็นการลดเงื่อนไข ระบายแรงต้านที่ตั้งท่าพุ่งเข้าใส่ ตามจังหวะที่ “อภิสิทธิ์” ทิ้งทุ่นดักไว้ แม้พรรคเพื่อไทยจะชนะ แต่คะแนนเสียงในปาร์ตี้ลิสต์ที่ทิ้งกันไม่ขาด เป็นการแสดงว่า คนไทยอีกเกินครึ่งไม่เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรม ล้างโทษให้ “ทักษิณ”

ประชาธิปัตย์ยอมแพ้แบบมีเลศนัย เขี่ยหัวเชื้อวางเพลิงไว้

ตามสถานการณ์ข่าว “วงใน” วงการขาใหญ่พรรคร่วม-รัฐบาล ให้เวลา “ยิ่งลักษณ์” สั้นที่สุดคือ 6 เดือน อาจจะต้องเจอมรสุมซ้ำรอยอย่างที่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และชะตากรรมเดียวกับนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี “นอมินีนายใหญ่” โดนล้มกระดาน

เขย่าให้เข้าทาง “อภิสิทธิ์” ต่อแถวสองเสียบตามมุกเก่า

หรือนานหน่อยก็อาจยืดได้ 9 เดือน ตามจังหวะกระเพื่อมใหญ่ ครบกำหนดที่นักโทษการเมืองบ้านเลขที่ 111 จะพ้นโทษแบนยาว 5 ปี ในเดือนพฤษภาคมปีหน้า

“ตัวจริง” กลับมาทวงคืนโควตา เปิดเกม “เขย่าติ้ว” กันใหม่

และนั่นจะเป็นแรงบวกที่ทำให้ “ยิ่งลักษณ์” ยิ่งเจอกับงานยากลำบาก

เหนืออื่นใด ภายใต้เงื่อนไขเกมอำนาจที่อ่านทางได้ “ยิ่งลักษณ์” คือ “ไพ่เด็ดใบสุดท้าย” ของอดีตนายกฯทักษิณ ที่จะใช้คนในครอบครัว “ชินวัตร” ถือธงนำทัพ “สืบทอดมรดกทางอำนาจ”

ถ้า “น้องปู” มีอันเป็นไปอีกคน “ทักษิณ” ก็หมดตัวเล่น

ด้วยความจำเป็นและข้อจำกัดที่เห็นกันอยู่ตรงหน้า ก็เป็นอะไรที่ฝ่ายคุมเกมต้านนายใหญ่คงต้องเปิดตำราพิชัยสงคราม งัดเกมยุทธ์เพื่อปิดเกม “ทักษิณ” ให้ได้

นับจากนาทีนี้ไป “ยิ่งลักษณ์” มีแต่เหนื่อยกับเหนื่อยหนัก.


ทีมข่าวการเมือง รายงาน

4 ก.ค. 2554 02:45 4 ก.ค. 2554 03:07 ไทยรัฐ