78 ปียังอยู่กับที่ - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

78 ปียังอยู่กับที่

โดย ลม เปลี่ยนทิศ 24 มิ.ย. 2553 05:01
6,393 ครั้ง


วันนี้ครบ 78 ปีพอดี นับจากวันที่ คณะราษฎร ก่อการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง จาก ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็น ระบอบประชาธิปไตย แล้วก็ล้มลุกคลุกคลานมาโดยตลอด เพราะความ "ไม่พร้อม" ของคนไทย  จนถึงวันนี้ยังต้องมาเริ่มต้น  "ปฏิรูปกันใหม่"   ด้วยปัญหาเดิมๆ

ในบทความเรื่อง จินตนาการประชาธิปไตยที่แท้จริงของพระมหากษัตริย์สยาม ของ คุณปรามินทร์ เครือทอง ในนิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม เดือนมิถุนายน ได้ค้นคว้าความเป็นมาของประชาธิปไตยไทยไว้อย่างน่าสนใจทีเดียว

ความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองจาก ระบบกษัตริย์ เป็นระบบ "คอนสติตูชาแนล โมนากี" มีมาตั้งแต่ในสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แล้ว เพื่อขอแบ่งปันพระราชอำนาจการปกครองส่วนหนึ่งให้กับเสนาบดี "ผู้ที่เป็นเสนาบดีก็เป็นผู้แทนของราษฎร ซึ่งเลือกมาต่อๆขึ้นไปเป็นชั้นๆ" โดยมี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็น "มหาประธาน"

เบื้องต้น ผู้ถวายความเห็นฯ ยังไม่ต้องการให้มี รัฐสภา ทันที แต่ต้องการให้ พระมหากษัตริย์ ทรง "ร่วม" ปกครองบ้านเมืองกับเสนาบดี รวมทั้งเรียกร้องให้ประชาชนมีอิสระถ้อยคำและความคิดที่จะแสดงออกต่อสาธารณะ

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตอบความเห็นของผู้จะให้เปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยมีพระราชดำริถึง "ความไม่พร้อม"   ของสยามที่ดำเนินกิจการตามแบบ  "คอนสติติวชัน"   (กฎหมายรัฐธรรมนูญ) ในทันที เพราะบุคคลที่จะมาทำหน้าที่ขับเคลื่อนแนวคิดนี้ และคณะบุคคลที่จะมาเป็นรัฐบาล ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ และในเรื่อง รัฐสภา นั้นก็ทรงมีพระราชดำริว่า ยิ่งไม่ค่อยมีใครอยากจะทำ เสนาบดีส่วนใหญ่ต้องการจะบริหารกรมต่างๆมากกว่า

(จาก "สยาม" ถึง "ประเทศไทย" ผ่านการมีรัฐสภามา 78 ปี เราก็ยังไม่มี "บุคคล" ที่พร้อมจะขับเคลื่อนประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบ และยังไม่มี  "รัฐสภา"   ที่มีความรับผิดชอบต่อการออกกฎหมาย  ส.ส.  อยากเป็นรัฐมนตรีมากกว่าการทำหน้าที่ออกกฎหมาย เหมือนอย่างที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริ)

ลุถึง รัชกาลที่ 6 ก็เกิด "กบฏ ร.ศ.130" ขึ้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงจดหมายเหตุถึงความ  "ไม่พร้อม"  ของคนไทยอีกครั้ง  และทรงรับสั่งถึงการแข่งขันของพรรคการเมืองว่า

"ไม่ได้ใช้ฬ่อใจราษฎรแต่ถ้วยถ้อยคำเท่านั้น   ยังมีฬ่อใจโดยทางอื่นๆอีก ตั้งแต่ทาง เลี้ยงดู จัดยานพาหนะ ให้ไปมาโดยสะดวกและไม่ต้องเสียทุนทรัพย์จนถึง ติดสินบน ตรงๆเปนที่สุด คณะใด มีทุนมาก จึ่งได้เปรียบมากอยู่ ก็ตกลงรวบรวมใจความว่า ราษฎรไม่ได้เลือกผู้แทนของตน เพราะรู้แน่ว่าเปนคนดี สมควรจะเปนผู้แทนตนด้วยประการทั้งปวงฉนี้เลย ตามจริงเลือกบุคคลผู้นั้นผู้นี้ เพราะมีผู้บอกให้เลือก ฤาติดสินบนให้เลือกเท่านั้น"

ไม่น่าเชื่อ ผ่านมา 99 ปี การเลือกตั้ง ส.ส. ก็ยังเป็นอย่างนี้

ในสมัย   พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว   รัชกาลที่  7   ก็ทรงรับสั่งถึง "นายทุนการเมือง" มาตั้งแต่ปี 2470 ว่า

"ข้าพเจ้าจะขอเอ่ยถึงความจริงข้อหนึ่งคือ พรรคการเมืองของคนจีนจะมีอำนาจเหนือรัฐสภา เราอาจไม่ให้สิทธิ์ทางการเมืองแต่อย่างไรแก่คนจีนก็ได้ แต่เขาก็จะมีอำนาจเหนือสถานการณ์อยู่นั่นเอง เพราะเขามีเงินสดอยู่ในมือเป็นจำนวนมาก พรรคการเมืองใดซึ่งตั้งอยู่ได้ โดยไม่ต้องพึ่งเงินทุนจากคนจีนจะไม่มีวันทำการสำเร็จได้"

จึงไม่น่าแปลกใจที่ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จะทรงตอกย้ำเรื่องนี้อีกครั้งในพระราชหัตถเลขาสละราชสมบัติว่า

"ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจ   อันเปนของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรทั่วไป   แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าแก่ผู้ใด   คณะใดโดยเฉพาะ   เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาดและโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร"

ตราบใดที่ การศึกษาล้มเหลว ทำให้ คนไทยไม่พร้อม มีความรู้น้อย อำนาจบ้านเมืองก็จะตกอยู่ในมือ "นายทุนการเมือง" และ "นักการเมืองเลว" ต่อไป อาเมน.

"ลม เปลี่ยนทิศ"

โหวตข่าวนี้
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement