ข่าว

วิดีโอ

ย้ำประชานิยม ชาวบ้านใช้ไฟฟรี

ผมเห็นข่าวเศรษฐกิจ เรื่องการคัดค้านนโยบายของ กระทรวงพลังงาน  และ นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ที่ส่งเสริมให้ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ บนหลังคาบ้านและโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้า

เป็นประเด็นที่ผม  คลางแคลงใจ  เพราะคนที่ผมถือว่าเป็น  บุคคลสำคัญ ในการส่งเสริมการ  ใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า อย่าง คุณปิยะสวัสดิ์  อัมระนันทน์  ผอ.มูลนิธิพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม  กลับ  สนับสนุน นโยบายของรัฐบาลในเรื่องอย่างเต็มตัว

เผอิญว่าผมคลุกคลีและศึกษาเรื่อง พลังงานแสงอาทิตย์ มานานพอสมควร ตั้งแต่ช่วงที่ โรงพยาบาลอำเภออุ้มผาง จ.ตาก เป็น หน่วยราชการชุดแรก หรือ หัวแถวของการนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ในการผลิตไฟฟ้า เพื่อใช้กับกิจการของโรงพยาบาล เนื่องจากในระยะนั้น การปักเสาไฟฟ้า ของ กฟภ.ไปยัง อำเภออุ้มผาง ราคาสูงไม่คุ้มในแง่การลงทุน ประกอบกับบ้านราษฎรที่ใช้ไฟฟ้าก็มีน้อย

ผมถือว่า ผอ.โรงพยาบาลอุ้มผาง ในสมัยนั้นมีวิสัยทัศน์ เพราะช่วงเวลานั้นการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์มีราคาแพงมาก เมื่อเทียบกับการ ผลิตไฟฟ้าจากเครื่องปั่นไฟที่ใช้น้ำมันดีเซล ซึ่งตกลิตรละ 5-6 บาท แต่ใช้ แสงอาทิตย์ลดการทำลายสิ่งแวดล้อมในชุมชน เพราะ อ.อุ้มผางเวลานั้นไปลำบากมาก  สภาพธรรมชาติบริสุทธิ์มาก คนที่ได้ไปเที่ยว  น้ำตกทีลอซู ตอนนั้นถือว่าสุดยอดสำหรับนักท่องป่า

เวลาผ่านกว่ายี่สิบปี  การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์  จึงเป็นรูปเป็นร่าง และในระยะปีสองปีนี้ถือว่าบูมมาก มีภาคเอกชนยื่นจำนงขอไลเซนส์ เพื่อสร้างโซลาร์ฟาร์ม โรงงานไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์กันหลายราย ทั้งที่ในช่วงแรกเมื่อ 3-4 ปีก่อน ต้องบอกว่า การสร้างโรงไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ ในราคา 300-400 ล้านบาท ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะกว่าสถาบันการเงินจะปล่อยกู้มีเงื่อนไขมาก

คนที่  จุดประกายฝัน ในเรื่องการใช้พลังงานแสงอาทิตย์มาผลิตกระแสไฟฟ้า และผมถือเป็นปูชนียบุคคลที่ควรยกย่องคือ  คุณปิยะสวัสดิ์  อัมระนันทน์ ผอ.มูลนิธิพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม ที่ทั้งผลักดันและส่งเสริมเงินทุนเพื่อให้โรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ก่อเกิดเป็นจริงขึ้นมาให้ได้

และวันนี้  นายกฯยิ่งลักษณ์  ชินวัตร  และ  คุณพงษ์ศักดิ์  รักตพงศ์ไพศาล รมว.พลังงาน มีนโยบายส่งเสริม การผลิตไฟฟ้าบนหลังคา (โซลาร์รูฟท็อป) บ้านเรือนและโรงงานอุตสาหกรรม โดยตั้งเป้าภายในสิ้นปีนี้ 200 เมกะวัตต์

เอกชนรายใดที่มีความพร้อม และยื่นเอกสารขออนุญาตติดตั้งก่อน ก็จะได้ลงทุนก่อน ซึ่งเป็น ระบบที่แฟร์พอสมควร ในความเห็นของผม เพราะ ถ้าทำตามข้อเสนอ ของนักธุรกิจบางราย ให้ใช้ การจับสลาก มันจะมีสภาพ เหมือนกับการยื่นขอไลเซนส์เพื่อสร้างโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์หรือโซลาร์ฟาร์ม

สุดท้ายบริษัทเอกชนที่ได้ไลเซนส์สร้างโรงไฟฟ้าไปหลายสิบใบ ไม่ทำอะไร แค่เอาไปเร่ขายบริษัทนั้นบริษัทนี้ กินหัวคิวชักต๋ง ถือเป็นการทำลายการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน

ประเด็นสำคัญในการส่งเสริมให้ประชาชนติดตั้ง โซลาร์รูฟท็อป จริงๆเป็นเพียงจุดเริ่มต้น  ของการใช้พลังงานทดแทนที่ประเทศไทยมีอยู่อย่างเหลือเฟือ ลดการนำเข้าก๊าซ และ น้ำมัน ได้ในระดับหนึ่ง

เหตุการณ์วิกฤติพลังงานที่เกิดขึ้นในช่วงต้นปีถือเป็นการเตือนไม่ให้รัฐประมาท ถ้าหากชาวบ้านผลิตไฟฟ้าและส่งขายให้กับ กฟน.หรือ กฟภ.เป็นจำนวนมาก ถือเป็นการแบ่งเบาการใช้ไฟฟ้าที่ได้จากการใช้ก๊าซ

การติดตั้ง โซลาร์รูฟท็อป ตามบ้านราษฎรถือว่ามีต้นทุนสูง แต่เมื่อคิดเป็นมูลค่าลงทุน 8 ปีถึงจะคืนทุน และ ระยะเวลาของแผงโซลาร์เซลล์ที่ใช้ต่ออีก 17 ปี ในเงื่อนไขรับประกัน นั่นคือ ผลกำไรของคนที่ติดตั้งโซลาร์รูฟ-ท็อป เพราะฉะนั้นต้องคนที่ มีฐานะทางการเงิน พอสมควร และเป้าหมายก็น่าจะอยู่ใน กทม. และ ปริมณฑล รวมถึง เมืองใหญ่ๆ ที่มีหมู่บ้านจัดสรร

ปมสำคัญของ รัฐบาล ไม่ใช่เรื่องนี้ แต่อยู่ที่ชาวบ้านในต่างจังหวัด ที่รัฐบาลต้องการให้ใช้ฟรี  จากการชูนโยบายหาเสียงของ  นายกฯยิ่งลักษณ์ มาตั้งแต่วันแรกคือนโยบาย 1 โรงไฟฟ้า 1 ชุมชน

ต่างจังหวัดมีพื้นที่ว่าง  รัฐสามารถสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนได้ง่าย ให้ชาวบ้านได้ใช้ไฟฟรีแบบมีเงื่อนไข

ตอกย้ำนโยบายประชานิยม!!!

ลม ตะวันตก

17 ก.ย. 2556 09:28 17 ก.ย. 2556 09:30 ไทยรัฐ