ข่าว

วิดีโอ

วิธีแก้ปัญหายางอย่างฉลาด

วันนี้คงต้องจับตาดูว่า ม็อบยางพารา จะมีการปิดถนนอย่างที่ประกาศไว้หรือไม่  เมื่อรัฐบาลยืนยัน จะไม่รับซื้อยางกิโลละ 92 บาท ที่เรียกร้อง เพราะสต๊อกยางมีล้นกว่า 3 แสนตัน แต่จะให้ความช่วยเหลือปัจจัยการผลิตแทน เช่น ค่าปุ๋ยไร่ละ 1,260 บาท แต่ไม่เกิน 10 ไร่ เพราะกลุ่มนี้เดือดร้อนมากที่สุดมีจำนวนกว่า 9 แสนราย คิดเป็น 80% ของเกษตรกรปลูกยางทั้งประเทศ

ปัญหายางล้นตลาดส่งผลให้ราคาตกต่ำ ต้องโทษทุกรัฐบาลที่ผ่านมา ที่ส่งเสริมให้ปลูกยางพาราเพิ่ม โดยเฉพาะ โครงการปลูกยาง 8 แสนไร่ ที่เป็นข่าวฉาวมาตลอด จากการ คอร์รัปชันกล้ายาง และการปั่นราคากล้ายางจนขึ้นไปสูงลิ่ว

ความจริงทุกรัฐบาลก็รู้เต็มอกว่า ยางล้นตลาด  ประเทศไตรภาคีผู้ผลิตยางรายใหญ่คือ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ก็เคยมีมติให้ ลดพื้นที่ปลูกยาง ลดการส่งออก เพื่อรักษาราคายางไม่ให้ตกต่ำ แต่รัฐบาลไทยกลับทำตรงข้าม ปีที่แล้วรัฐบาลก็ยังส่งเสริมการปลูกยางอีก 27 ล้านตัน  มีการตั้งงบซื้อกล้ายางกว่า 400 ล้านบาท

วันนี้ผมคิดว่า นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ควรจะเปลี่ยนนโยบายลดการส่งเสริมการปลูกยางใหม่ทั้งหมด ยกเว้นการปลูกชดเชยในสวนยางเดิมที่ต้องโค่นยางเก่าทิ้ง เพื่อลดซัพพลายที่มีกำลังผลิตเหลือล้น และผมก็เห็นด้วยกับ คุณกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และรัฐมนตรีคลัง ที่เสนอให้โค่นต้นยางอายุเกิน 25 ปี เอาที่ดินไปปลูกปาล์มน้ำมันแทน

การลดพื้นที่ปลูกยาง เป็นเพียงทางออกหนึ่ง แต่ต้นยางที่มีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งผลิตน้ำยางได้ถึง 3 ล้านตันต่อปี รัฐบาลจะแก้ปัญหาถาวรอย่างไร เพื่อไม่ให้ชาวสวนยางต้องปิดถนนทุกปี เหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับชาวนามาแล้ว จนรัฐบาลต้องรับจำนำในราคาตันละ 15,000 บาท และขาดทุนป่นปี้ ข้าวเน่า ข้าวหาย ข้าวโกง จนถึงวันนี้ยังนับจำนวนไม่ได้

ในท่ามกลางความมืดมิดของการแก้ปัญหายางพารา จู่ๆ  นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์  รัฐมนตรีสาธารณสุข ก็ออกมาเสนอทางออกใหม่ให้ ผู้ประกอบการผลิตเครื่องมือแพทย์  ประเภท ถุงมือยางที่ใช้ในการตรวจโรค  และ ถุงมือยางที่ใช้ในการผ่าตัด  ให้ใช้น้ำยางพาราเป็นวัตถุดิบใน การผลิตมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าการส่งออกถุงมือยางที่ใช้ตรวจโรคจาก 20,000 ล้านบาท เป็น 50,000 บาท ภายใน 5 ปี และจะเพิ่มปริมาณ การใช้น้ำยางดิบในประเทศประมาณ 5 แสนตัน ภายใน 5 ปีด้วย

ข้อเสนอนี้ผมเห็นว่า เป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดที่สุด แทนการแก้ปัญหาซ้ำซากเดิมๆ รับจำนำ รับประกัน ซึ่งเป็นการ “แก้ปัญหาแบบสิ้นคิด” ทำให้มีปัญหาต่อเนื่องไม่สิ้นสุด

ความจริงงานนี้ถือเป็น หน้าที่โดยตรง  ของ บีโอไอ  หรือ สำนักงานส่งเสริมการลงทุน  ซึ่งทุกวันนี้เอาแต่ส่งเสริมนักลงทุนต่างชาติ แทนที่จะส่งเสริมคนไทยด้วยกัน เพื่อช่วยกันเพิ่มคุณค่าสินค้าไทยไปตลาดโลก

การสร้างมูลค่าเพิ่มให้ยางพารา แทนที่จะส่งออกเป็นวัตถุดิบ ยางแผ่น ยางดิบ น้ำยาง ผมเคยเขียนในคอลัมน์นี้ไปหลายครั้ง มาเลเซีย ก็ใช้นโยบายนี้ มีแต่ประเทศไทยที่ชอบส่งเสริมให้ปลูกยาง เพื่อ “ฟันหัวคิวต้นกล้ายาง” แต่ไม่สนใจเพิ่มมูลค่า

การ “ต่อยอดน้ำยางดิบ”  ไปสู่ สินค้าสำเร็จรูป เพื่อเพิ่มมูลค่า เช่น ถุงมือยางชนิดต่างๆ ที่ รัฐมนตรีประดิษฐ  เสนอ ความจริงเป็นเรื่องง่ายดังพลิกฝ่ามือ ทุกวันนี้ ถุงมือยางไม่ได้ใช้เฉพาะในโรงพยาบาล พ่อค้าแม่ค้าขายอาหาร พ่อครัวทุกคนก็ควรใช้ถุงมือยางในการหยิบจับอาหารทำอาหาร เพื่อสุขอนามัยของผู้บริโภค ป้องกันเชื้อโรคสารพัด ลองคิดดู วันหนึ่งต้องใช้ถุงมือกันกี่แสนกี่ล้านถุง

ความจริง น้ำยางขาวๆ ไม่เพียงใช้ทำถุงมือได้เท่านั้น ยังใช้ทำ ยางรถยนต์ ยางราดถนน ที่เหลือเชื่อก็คือ น้ำยางดิบ ยังมี “สารฟอกขาว” สามารถแยกออกไปขายให้กับ บริษัทผลิตเครื่องสำอาง ในราคาแพง เพื่อผลิตเครื่องสำอางที่ทำให้หน้าขาวได้อีกด้วย

การเพิ่มมูลค่ายาง ยังทำได้อีกมาก ขอเพียงคิดในทางสร้างสรรค์ ไม่ใช่คิดในกรอบเดิมๆ รับจำนำ รับประกัน เกษตรกรไทยเลยไม่มีโอกาสเงยหน้าอ้าปากเสียที.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

2 ก.ย. 2556 10:09 2 ก.ย. 2556 10:11 ไทยรัฐ