advertisement

ปรับโครงสร้างภาษีเหล้าเบียร์

โดย ลม เปลี่ยนทิศ 30 ส.ค. 2556 05:01


การประชุม ครม.เมื่อวันอังคาร มีการ “ประชุมลับ” เรื่อง การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตเหล้าเบียร์ ของ คุณกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และรัฐมนตรีคลัง และมีมติเห็นชอบ เพื่อขยายเพดานภาษีเหล้าเบียร์ให้สูงขึ้น หลังจากที่ สุราผสม เหล้าขาวไทย ได้รับการร้องเรียนจากยุโรปว่า เก็บภาษีต่ำกว่าเหล้ายุโรปไม่เป็นธรรม

ที่สำคัญ อัตราภาษีเดิม ที่เก็บตามมูลค่าและปริมาณแอลกอฮอล์ ส่วนใหญ่ก็เก็บเต็มเพดานอยู่แล้ว ยกเว้นเหล้าขาวและสุราผสม

โครงสร้างภาษีใหม่ จะเปลี่ยนวิธีคิดภาษีจากเดิมที่ คิดจากราคาหน้าโรงงาน หรือ ราคานำเข้าซีไอเอฟ มาเป็น ราคาขายส่งช่วงสุดท้าย ที่ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ทำให้รัฐสามารถเก็บภาษีเหล้าเบียร์ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย เดิมคิดภาษีที่ราคาหน้าโรงงาน ผู้ผลิตเหล้าเบียร์จะตั้งราคาหน้าโรงงานถูกๆ เพื่อเสียภาษีต่ำๆ แล้วขายผ่าน เอเย่นต์ตัวแทนของตัวเอง เพื่อนำไปขายส่งต่อยี่ปั๊วซาปั๊วในราคาสูง ทำกำไรกันบานเบิก

เมื่อเปลี่ยนวิธีการเก็บภาษี จาก หน้าโรงงาน มาเป็น ปลายทาง คือ ราคาขายส่งช่วงสุดท้าย เพราะ ราคาขายส่งขั้นสุดท้าย คือ ราคาจริง ที่จะขายสู่ตลาด รัฐก็ไปเก็บภาษีจากราคาตรงนั้น ทำให้ผู้ผลิตเลี่ยงภาษีไม่ได้ ก็ถือเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลปรับกฎหมายไล่ทันทุกกระบวนการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

นอกจากนี้ยังได้ เปลี่ยนวิธีคำนวณภาษี จากเดิมที่ คิดภาษี 2 แบบ คือ คิดจากมูลค่าขาย หรือ คิดจากปริมาณแอลกอฮอล์ แล้วแต่วิธีไหนจะได้ภาษีมากกว่ากัน แต่โครงสร้างใหม่ จะเก็บภาษีทั้งสองแบบ คือ คิดจากมูลค่าขาย และ คิดจากปริมาณแอลกอฮอล์ ที่เพิ่มเติมจากเดิมก็คือ คิดภาษีจากปริมาณเครื่องดื่ม ด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ผลิตลดแอลกอฮอล์ เพื่อเสียภาษีถูก แล้วไปเพิ่มปริมาณเครื่องดื่ม เพื่อให้ดื่มกันมากขึ้นในราคาขายที่ถูกลง

เหล้าเบียร์ยี่ห้อไหน ทำดีกรีแรงๆเพื่อให้ผู้ดื่มเมาง่าย เหมือนอย่างที่ขายอยู่ในปัจจุบัน ก็จะถูกเก็บภาษีแอลกอฮอล์ในราคาแพง ทำให้ขายแพงขึ้น คนจนจะได้ดื่มเหล้าเบียร์ดีกรีแรงที่ทำลายสุขภาพลดลง แต่ถ้า ทำแอลกอฮอล์อ่อนๆ ดีกรีเบาๆ ภาษีก็จะลดลงตามดีกรี คนดื่มก็ไม่เมาง่าย สุขภาพก็ไม่ถูกทำลายมาก หรือบริษัทไหนหัวแหลมหลีกเลี่ยงด้วยการ ทำเหล้าเบียร์ดีกรีอ่อนแต่ปริมาณมาก ก็จะถูก เก็บภาษีปริมาณเพิ่ม เพื่อป้องกันไม่ให้บริษัทเหล้าเบียร์ใช้แท็กติกต่างๆในการมอมเมาประชาชน

แหล่งข่าวในรัฐบาลบอกว่า การปรับโครงสร้างภาษีเหล้าเบียร์ครั้งนี้ เป็นการปรับเพื่อปรับฐานภาษีเหล้าเบียร์ให้เป็นสากล ไม่ใช่ปรับเพื่อหารายได้เข้ารัฐ เพราะตามโครงสร้างภาษีใหม่เทียบกับภาษีปัจจุบัน รัฐจะมีรายได้เพิ่มขึ้นแค่ 17,000 กว่าล้านบาทเท่านั้นเอง แต่ผลที่เกิดขึ้นก็คือ ทำให้เหล้าเบียร์ไทยมีคุณภาพมาตรฐานดีขึ้น ป้องกันเหล้าถูกดีกรีแรงมอมเมาคนจน และป้องกันกลยุทธ์การตลาดของบริษัทเหล้าเบียร์ เพื่อล่อหลอกให้มีการดื่มมากขึ้น

ส่วนข่าวที่ว่าจะมีการจัดตั้ง กองทุนสรรพสามิต (กสส.) แต่เท่าที่ผมหาข่าว จะไม่มีการตั้งกองทุนใหม่ การดูแลสุขภาพของผู้ดื่มแอล-กอฮอล์ ยังคงทำผ่าน กองทุนสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่ได้เงินภาษีจากเหล้าและบุหรี่ปีละกว่า 3,300 ล้านบาท แต่ที่ผ่านมา สสส.ละเลยการดูผู้พิการที่มีสาเหตุจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และ ละเลยการดูแลผู้ป่วยที่มีสาเหตุจากพิษภัยบุหรี่ ทั้งๆที่ สสส.รับเงินจากภาษีเหล้าบุหรี่ไปเต็มๆ

ทุกวันนี้ไม่มีใครรู้ว่า สสส.นำเงินภาษีจากเหล้าเบียร์บุหรี่ปีละกว่า 3 พันล้านบาทไปทำอะไรบ้าง ผมเองได้รับข่าวสารก็เพียงเอกสารหนังสือรณรงค์เรื่องโน้นเรื่องนี้ในเชิงโฆษณาประชาสัมพันธ์มากกว่า แต่ไม่เคยเห็นข่าว สสส. ไปดูแล ผู้ป่วยจากการสูบบุหรี่ ผู้ป่วยจากควันบุหรี่มือสอง และ ผู้ป่วยผู้พิการจากอุบัติเหตุที่เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ ทั้งๆที่เงินปีละ 3 พันกว่าล้านบาทของ สสส. มาจากภาษีเหล้าเบียร์และบุหรี่ทั้งสิ้น ใช้เงินกันเพลินเชียว จนลืมดูแลเจ้าของเงิน.


“ลม เปลี่ยนทิศ”

โหวตข่าวนี้
advertisement

Thairath TV

คิดต่าง อย่างเข้าใจ
advertisement