ข่าว

วิดีโอ

เลิกกระตุ้นเศรษฐกิจปล่อยโตตามกลไกปกติ

ดร.สมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สศค.ได้เสนอ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง ให้ คุณกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯและรัฐมนตรีคลัง พิจารณาแล้ว แต่ รองนายกฯกิตติรัตน์ เห็นว่า ไม่จำเป็นต้องกระตุ้น เพื่อลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจ ซึ่งปีที่แล้วขยายตัวสูงถึง 6.4%

สาเหตุที่ สศค. เสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง เพราะประเมินว่า เศรษฐกิจปีนี้อาจต้องปรับลดลงมาเหลือ 4% จาก 4.5% เนื่องจากเศรษฐกิจโลกขยายตัวไม่ดี และ ธนาคารแห่งประเทศไทย ก็ปรับลดจีดีพีปีนี้ลงมาเหลือ 4.2% จาก 5.1%

ผมเห็นด้วยกับ รองนายกฯกิตติรัตน์   ที่ตัดสินใจ ไม่เพิ่มมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในครึ่งปีหลัง เพราะปีที่ผ่านมามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ แม้จะส่งผลให้จีดีพีเติบโตถึง 6.5% แต่ผลกระทบก็ตามมามากมาย เพราะกลไกเศรษฐกิจถูกบิดเบือนอย่างรุนแรง ทั้งด้านดีมานด์และด้านซัพพลาย โดยเฉพาะ โครงการรถยนต์คันแรก ทำให้ หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นมากมาย ส่งผลให้กำลังซื้อในประเทศหดตัวอย่างมาก กระทบไปทุกระบบ รวมทั้งอุตสาหกรรมรถยนต์เอง

นโยบายที่ดีที่สุดในการพัฒนาประเทศ เพื่อให้ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข ก็คือ นโยบายเศรษฐกิจพอเพียง อะไรที่ขาด หรือขาดแคลน รัฐบาล ก็ไปลงทุนพัฒนาเพิ่มให้พอเพียง เช่น ถนนหนทาง รถไฟรางคู่ แต่ไม่ใช่รถไฟความเร็วสูง อะไรที่เพียงพออยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องไปกระตุ้นให้เกิดกิเลสตัณหามากขึ้น จนก่อให้เกิดหนี้สินโดยไม่จำเป็น

วันก่อนผมก็เพิ่งเขียนถึง เศรษฐกิจจีน ยุค ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ผู้นำจีนคนใหม่ว่า เป็นความตั้งใจของผู้นำจีน ที่จะชะลอเศรษฐกิจจีนให้เติบโตลดลง ขนาดดึงบังเหียนแล้วเศรษฐกิจจีนไตรมาส 2 ที่ผ่านมายังเติบโตถึง 7.5%

รัฐบาลจีนใช้ทั้ง มาตรการจำกัดสินเชื่อ ทำให้ระบบธนาคารขาดสภาพคล่อง เพื่อลดความร้อนแรงด้านราคาอสังหาริมทรัพย์ และเงินกู้นอกระบบ ล่าสุด แบงก์ชาติจีน ประกาศ ยกเลิกการกำหนดดอกเบี้ยเงินกู้ ให้แบงก์ไปแข่งขันดอกเบี้ยกันเอง เพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจีนให้เกิดความสมดุล และเติบโตได้อย่างยั่งยืน

ผู้นำจีนหันมา เน้นการบริโภคในประเทศ การลงทุนที่สมดุล และ ลดพึ่งพา การส่งออก และ การส่งเสริมการลงทุนอย่างไร้ขอบเขต จนเกิดผลเสียทางเศรษฐกิจ

ช่วงทศวรรษที่ผ่านมา จีนทุ่มเทการลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลให้เศรษฐกิจจีนเติบโตเป็นตัวเลขสองหลัก แต่ ผลร้ายที่ตามมา ก็คือ ช่องว่างรายได้ ระหว่าง คนรวย กับ คนจน กลับห่างกันมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ยิ่งกระตุ้นเศรษฐกิจมาก คนรวยก็ยิ่งรวยขึ้น แต่คนจนกับจนลง เพราะ โอกาสทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน ทำให้สังคมจีนเกิดปัญหาตามมามากมายในเรื่องความไม่เท่าเทียมกัน ความเหลื่อมล้ำต่างๆ ทำให้สังคมไม่สงบสุข

บทเรียนจีนกับไทย ไม่แตกต่างกันเลย แต่วิธีคิดเพื่อแก้ปัญหาในอนาคต ไทยกลับแตกต่างกับจีนมาก เช่น ไทยจะลงทุนในรถไฟความเร็วสูงรวดเดียว 4 เส้นทาง ด้วยเงินลงทุนมหาศาล 8 แสนล้านบาท ขณะที่ รถไฟธรรมดา และ รถไฟรางคู่ ที่เชื่อมระหว่างภาค เชื่อมระหว่างเมืองและจังหวัด ยังขาดแคลนทุกพื้นที่  ต้องการเงินลงทุนอีกมากมาย เพื่อการเดินทางที่สะดวกสบายขึ้นของประชาชนทุกจังหวัด แต่รัฐบาลกลับเลือกจะลงทุนรถไฟความเร็วสูง เพื่อบริการคนรวยมากกว่าคนจน

เมื่อไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่ม มาตรการขับเคลื่อนเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง ดร.สมชัย บอกว่า ก็ต้องไปเน้นที่การเบิกจ่ายงบประมาณ ทั้งการลงทุนของภาครัฐ และรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเชื่อว่าจะเพียงพอทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ตามเป้า 4%

แต่อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญ ไม่ทราบว่ารัฐบาลลืมไปหรืออย่างไร นั่นคือ การไปไล่บี้โครงการต่างๆที่ลงทุนไปแล้ว แต่ก่อสร้างล่าช้ากว่ากำหนด ก็คือ โครงการรถไฟฟ้าหลายแสนล้านบาท ที่ก่อสร้างกันแบบสบายๆ เสร็จก็ช่าง ไม่เสร็จก็ช่าง ไม่เสร็จก็วิ่งเต้นเลื่อนกันไป ถ้าไล่จี้โครงการเหล่านี้ให้เสร็จตามกำหนด ผมเชื่อว่า จะกระตุ้นเศรษฐกิจครึ่งปีหลังปีหน้า และปีโน้นได้อีกเยอะทีเดียว.


“ลม เปลี่ยนทิศ”

23 ก.ค. 2556 09:20 23 ก.ค. 2556 09:20 ไทยรัฐ