ไทยรัฐออนไลน์
วันพุธที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

เงื่อนไขศาลรัฐธรรมนูญ

โดย ลม เปลี่ยนทิศ 16 ก.ค. 2555 05:00
10,840 ครั้ง


แล้วคำพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญ ก็ออกมา เชิงบวกและมีเงื่อนไข อย่างที่ผมได้วิเคราะห์ไปล่วงหน้า คือ ให้ยกคำร้องที่กล่าวหาว่าล้มล้างการปกครอง  และ ไฟเขียวให้รัฐสภาแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไปได้ แต่ “มีเงื่อนไข” ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องแก้เป็นรายมาตรา ถ้าจะฉีกรัฐธรรมนูญโดย แก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ  จะต้อง “ทำประชา มติก่อน” เพื่อป้องกันมิให้รัฐบาลแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบตามใจฉัน  เพราะถือว่ามีเสียงข้างมากในรัฐสภา

แนวทางคำพิพากษานี้ ผมก็เห็นว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุดในเวลานี้

คำพิพากษา ศาลรัฐธรรมนูญ มีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจก็คือ แม้ศาลจะยกคำร้องเรื่องการล้มล้างการปกครอง แต่ศาลก็ได้ ตีความมาตรา 68 วรรค 2 ให้เป็นที่ยุติว่า ยื่นศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงก็ได้ โดยให้ผู้ที่ทราบว่า มีบุคคลหรือพรรคการเมืองใดจะล้มล้างการปกครองอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศ โดยวิธีที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญนี้ ตามมาตรา 68 วรรค 1 ผู้ที่ทราบสามารถทำได้ 2 ทาง คือ

1.เสนอเรื่องให้อัยการสูงสุด ตรวจสอบข้อเท็จจริง และยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ และ 2.สามารถยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าวได้

ศาลให้เหตุผลว่า มาตรา 68 มีหลักการสำคัญมุ่งหมายให้ชนชาวไทยทุกคนมีส่วนร่วมในการปกครองพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ผ่านกลไกของศาลรัฐธรรมนูญ การตีความผู้มีสิทธิเสนอคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ จึงตีความไปในแนวทางของการ “ยอมรับสิทธิ” มิใช่การ “จำกัดสิทธิ”

กรณีอัยการสูงสุดตรวจข้อเท็จจริงตามมาตรา 68 วรรค 2 แล้ว แต่ยังไม่มีคำสั่งประการใด หากปล่อยให้กระบวนการลงมติวาระ 3 ล่วงไปแล้ว แม้ต่อมาอัยการสูงสุดจะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่า กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวมิชอบตามมาตรา 68 วรรค 1 ให้เลิกการกระทำนั้น ก็ไม่สามารถบังคับได้ รวมทั้งไม่อาจย้อนคืนไปแก้ไขผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำดังกล่าวได้

ส่วน มาตรา 291 จะแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับได้หรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติ 8 ต่อ 0 เห็นว่า ทำไม่ได้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้มาโดยการลงประชามติของประชาชน ถ้าจะแก้ไขโดยร่างใหม่ทั้งฉบับ ก็ควรให้ประชาชนผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้ลงประชามติเสียก่อนว่า สมควรจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่  หรือ รัฐสภาจะใช้อำนาจในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ก็เป็นความเหมาะสม และเป็นอำนาจของรัฐสภาที่จะดำเนินการดังกล่าวได้ ซึ่งจะเป็นการสอดคล้องกับเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญมาตรา 291

คำวินิจฉัยมาตรา 291 นี้ ผมก็รู้สึกคันในหัวใจเหมือนทุกคนที่ข้องใจ ทำไมศาลรัฐธรรมนูญไม่วินิจฉัยให้เป็นที่ยุติ  แต่กลับใช้คำวินิจฉัยกำกวมว่า “ควร” และ “เหมาะสม” ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาต้องตีความตามมาอีก ทั้งๆที่แนวทางคำพิพากษาของศาลก็เหมือนคำชี้ขาดอยู่แล้ว ถ้าแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับต้องลงประชามติก่อน  แต่ ถ้าแก้ไขเป็นราย

มาตราก็ทำได้เลย ก็ไม่รู้จะเขียนกำกวมให้เป็นปัญหาต่อไปทำไม

เมื่อคำพิพากษาให้พบกันครึ่งทางอย่างนี้ ผมก็อยากเห็น “ทำเนียบดูไบ”  ใจเย็นๆเล่นตามเกมนี้ไปก่อน เพื่อให้บ้านเมืองสงบ และเดินหน้าพัฒนาประเทศไปได้ “น้องปู” นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะได้มีเวลาทำงานให้ครบเทอม เพราะยังมีเวลาที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ทุกมาตราอยู่แล้ว ไม่ต้องรีบร้อน

ความจริง รัฐธรรมนูญ 2550 ที่รัฐบาลรังเกียจ ก็มีอยู่ไม่กี่มาตรา ซึ่งรัฐบาลสามารถแก้ไขได้ โดยไม่จำเป็นต้องฉีกทิ้งทั้งฉบับเพียงเพราะไม่ชอบใครบางคน

ก็มีข่าวแว่วจาก พรรคเพื่อไทย ที่จะประชุมกันในวันนี้ว่า มีแนวโน้มที่พรรคจะทำตามคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญ คือ แก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา และหนึ่งในมาตราที่จะต้องแก้ไขก็คือ มาตรา 68 วรรค 2 ให้อัยการสูงสุดเป็นผู้รับเรื่องเท่านั้น ตัดศาลรัฐธรรมนูญออกไปเป็นการแก้เผ็ด.


“ลม เปลี่ยนทิศ”

โหวตข่าวนี้
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement