advertisement

แอปเปิล VS กูเกิล

โดย ลม เปลี่ยนทิศ 28 เม.ย. 2555 05:00

วันเสาร์สบายๆวันนี้ ผมขอชวนท่านผู้อ่านไปคุยเรื่อง “แอปเปิล” กับ “กูเกิล”  สองยักษ์ใหญ่ไฮเทคสหรัฐฯกันดีกว่านะครับ  ตอนนี้ คนในแวดวงตลาดหุ้นวอลสตรีทกำลังพนันขันต่อลุ้นกันว่า หุ้นกูเกิล กับ หุ้นแอปเปิล หุ้นไหนจะมีราคาขึ้นไปถึง 1,000 เหรียญต่อหุ้น ก่อนกัน หรือเท่ากับหุ้นละ 30,000 บาท  ขณะที่หุ้นไทยแพงสุดก็แค่หุ้นละ 500–700 บาท

หุ้นแอปเปิล ราคาเคยขึ้นไปสูงสุดที่หุ้นละ 644 เหรียญ แต่ราคาปิดเมื่อวันพุธอยู่ที่หุ้นละ 610 เหรียญ และ หุ้นกูเกิล ราคาเคยขึ้นไปสูงสุดที่หุ้นละ 670 เหรียญ แต่ราคาปิดเมื่อวันพุธอยู่ที่หุ้นละ 609 เหรียญ ถือว่าสูสีกันมาก

ถ้าเทียบจำนวนหุ้นและมูลค่าหุ้นในตลาดแล้ว แอปเปิลยังเหนือกว่ากูเกิลมาก แอปเปิล มี 935 ล้านหุ้น มีมาร์เก็ตแคปหรือมูลค่าหุ้นในตลาดเท่ากับ 570,300 ล้านเหรียญ คิดเป็นเงินบาท ก็ประมาณ 17.67 ล้านล้านบาท มากกว่าจีดีพีประเทศไทยเยอะ ส่วน กูเกิล มีแค่ 259 ล้านหุ้น มาร์เก็ตแคปอยู่ที่ 198,600 ล้านเหรียญ ประมาณ 6.15 ล้านล้านบาทเท่านั้น เล็กกว่าแอปเปิลเยอะ

เศรษฐกิจสหรัฐฯใหญ่โตขนาดไหน ก็ดูได้จากมาร์เก็ตแคปของหุ้น2 ตัวนี้ แค่มาร์เก็ตแคป 2 บริษัท ก็ปาเข้าไป 23.82 ล้านล้านบาท

ใหญ่กว่าจีดีพีประเทศไทยในรอบปีที่ผ่านมาถึง 2 เท่า หมายความว่า คนไทย 65 ล้านคน ต้องทำมาหากินรวมกันถึง 2 ปีเต็ม ก็ยังมีรายได้รวมกันไม่เท่ามูลค่าหุ้นของแอปเปิลกับกูเกิล

และสหรัฐฯมีบริษัทแบบนี้เป็นพันๆบริษัท

ดังนั้น แม้เศรษฐกิจสหรัฐฯจะตกต่ำมานาน 3-4 ปี แต่ขนาดเศรษฐกิจของสหรัฐฯก็ยังใหญ่กว่าเศรษฐกิจจีน ซึ่งอยู่อันดับ 2 อยู่หลายเท่าตัว

วันก่อน แอปเปิล เพิ่งประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 ช่วงเดือนมกราคม–มีนาคม มียอดขายรวม 39,200 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 59% และ มีกำไรสุทธิ 11,600 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 94% ส่งผลให้บริษัทมีเงินสดเก็บไว้ในมือเฉยๆสูงถึง 110,000 ล้านดอลลาร์ ประมาณ 3.4 ล้านล้านบาท

เมื่อไม่รู้จะเอาเงินทำอะไร แอปเปิลก็เตรียมเงินไปซื้อหุ้นคืน 10,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งจะทำให้ราคาหุ้นแอปเปิลสูงขึ้น และจ่ายปันผลเป็นครั้งแรกในอัตราหุ้นละ 2.65 เหรียญ ประมาณ 2,500 ล้านดอลลาร์ ถือว่าจิ๊บๆเพื่อลดเงินสดในมือ

แค่ 3 เดือนแรกปีนี้ แอปเปิลขายโทรศัพท์มือถือ ไอโฟน ไปแล้ว 35.1 ล้านเครื่อง ไอแพด 11.8 ล้านเครื่อง ไอพอด 7.7 ล้านเครื่อง และ คอมพิวเตอร์แมค 4 ล้านเครื่อง เฉพาะไอแพดที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อปี 2010 ขายไปแล้ว 67 ล้านเครื่อง

หันไปดูหุ้น โนเกีย อดีตมหาอำนาจโทรศัพท์มือถืออันดับ 1 จากฟินแลนด์บ้าง ราคาหุ้นกลับร่วงเอาๆ เพราะยอดขายตกเอาๆ จนล่าสุดสถาบันจัดอันดับ “มูดี้ส์” ปรับลดความน่าเชื่อถือของหุ้นกู้โนเกียลงมาเหลือระดับ “ขยะ” อย่างไม่น่าเชื่อ

ว่ากันว่าโอกาสที่ โนเกีย จะฟื้นคงยากยิ่ง ตราบใดที่โนเกียยังจมปลักอยู่กับโทรศัพท์ระบบวินโดว์ของไมโครซอฟ  เพราะมีแอพพลิเคชั่นให้ผู้ใช้โทรศัพท์แค่ 80,000 แอพพลิเคชั่น แม้โนเกียจะเปิดตัวโทรศัพท์มือถือระบบวินโดว์รุ่นใหม่ออกมาอีกหลายรุ่น แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ

เพราะโทรศัพท์ ระบบไอโฟน และ ระบบแอนดรอยด์ มีแอพพลิเคชั่นให้ผู้ใช้เลือกได้ไม่รู้กี่ล้านแอพพลิเคชั่น เฉพาะแอพสโตร์ของแอปเปิลอย่างเดียวก็มีให้บริการเกือบ 6 แสนแอพพลิเคชั่น

ช่วงนี้แอปเปิลกำลังวางตลาด ไอโฟน 5 และ ไอแพด 3 ซึ่งจะช่วยให้แอปเปิลมียอดขายพุ่งขึ้นไปอีก แค่เปิดตลาดประเทศจีนมา 2 ปี วันนี้ยอดขายไอโฟนและไอแพดในจีนสูงถึง 20% ของรายได้รวมแอปเปิลแล้ว

เมื่อดูจาก โมเดลธุรกิจแอปเปิล ที่ สตีฟ จ๊อบส์ ผู้ก่อตั้งที่ล่วงลับไปแล้ววางไว้ให้กับแอปเปิล ก็ต้องบอกว่า นี่คือ “สุดยอดกลยุทธ์ผูกขาดการตลาด” ของแอปเปิลที่ สตีฟ จ๊อบส์ คิดขึ้น โดยสร้าง “สาวกแอปเปิล” ขึ้นทั่วโลกนับร้อยนับพันล้านคนแล้วเปิดร้าน แอพสโตร์ ให้คนอื่นคิดค้นซอฟต์แวร์สารพัดไปวางขาย แล้วแบ่งรายได้ให้แอปเปิลทุกบาททุกสตางค์ตลอดไปไม่มีสิ้นสุด.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement