advertisement

ค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท 3 ปี

โดย ลม เปลี่ยนทิศ 6 เม.ย. 2555 05:00

ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน เป็นต้นมา ค่าจ้างขั้นต่ำทั่วประเทศ มีการปรับขึ้นไป 40% โดยกรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี  นครปฐม สมุทรปราการ สมุทรสาคร และภูเก็ต 7 จังหวัด ปรับขึ้นเป็นวันละ 300 บาท อีก 70 จังหวัด ปรับขึ้นจากฐานเดิมอีก 39.5% และไปปรับอีกครั้งในวันที่ 1 มกราคม 2556 เป็นวันละ 300 บาทเท่ากันทั่วประเทศ

แต่ประเด็นสำคัญอีกประเด็นหนึ่งที่ไม่มีใครพูดถึงเลยก็คือ

เมื่อมีการปรับค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท ทุกจังหวัด

ทั่วประเทศในวันที่ 1 มกราคม 2556 แล้ว คณะรัฐมนตรี ได้มีมติต่อในเรื่องเดียวกันว่า ให้คงค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาทไปอีก 2 ปีในปี 2557–2558 ไม่มีการปรับเพิ่มอีก

ยกเว้นภาวะเศรษฐกิจของประเทศจะมีความผันผวนอย่างรุนแรง จนส่งผลกระทบต่อการครองชีพของลูกจ้าง คณะกรรมการค่าจ้างก็สามารถพิจารณาทบทวนอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในปี 2557 และ 2558 ได้ตามความเหมาะสม

หมายความว่า 7 จังหวัดแรกที่ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนนี้ และ 70 จังหวัดที่ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 จะจ่ายค่าจ้างขั้นต่ำในอัตรานี้ไปจนถึงปี 2558 โดยไม่ต้องปรับขึ้นค่าจ้างอีกเลย เว้นแต่จะมีภาวะผันผวนทางเศรษฐกิจ

ฟังดูก็เป็นเหตุเป็นผลกันดี

การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 40% ในวันนี้ เท่ากับเป็นการลงทุนในระยะยาว ไม่ต้องขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำไปอีก 3 ปี เพื่อลดผลกระทบต่อนายจ้าง ก็ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ไม่เป็นการเอาเปรียบกันเกินไป

แต่น่าแปลกที่ไม่มีใครพูดถึงประเด็นนี้กันเลย ไม่ว่า สภาอุตสาหกรรม ที่ออกมาร้องโอดครวญว่า การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท จะทำให้ธุรกิจเอสเอ็มอีเจ๊งเป็นแสนๆราย  จะจริงหรือเปล่าก็ยังไม่รู้และเรียกร้องให้รัฐบาลจัดตั้ง กองทุนช่วยเหลือเอสเอ็มอี ที่ได้รับผลกระทบ 10,000 ล้านบาท  ซึ่งก็ยังไม่มีรูปแบบว่าจะให้ช่วยแบบไหน

ฝ่ายรัฐบาล คุณกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจและรัฐมนตรีคลัง ก็ไม่ได้ชี้แจงในประเด็นนี้เช่นเดียวกัน

ยิ่งถ้ารัฐบาลใจปํ้า ยอมให้เอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากการขึ้นค่าจ้าง นำส่วนต่างของต้นทุนค่าจ้างที่เพิ่มสูงขึ้น ไปหักเป็นค่าลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่า ของค่าจ้างที่จ่ายไปอย่างที่ คุณอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง เสนอก็ยิ่งลดผลกระทบได้มากขึ้น

แน่นอนว่าการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ 40% จะส่งผลให้กำลังซื้อของคน

รากหญ้าที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ เพราะคนรากหญ้าได้เงินมาก็ใช้ไป ไม่ค่อยมีเงินออมอยู่แล้ว

สุดท้ายค่าแรงที่จ่ายเพิ่มขึ้น ก็ย้อนกลับมาเป็นรายได้ของธุรกิจเอสเอ็มอีอยู่ดี

ผมเชื่อเหมือน คุณกิตติรัตน์ รองนายกฯและรัฐมนตรีคลังว่า การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท ธุรกิจเอสเอ็มอีสามารถปรับตัวได้ เทียบกับวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 ธุรกิจส่วนใหญ่ก็ยังเอาตัวรอดกันมาได้ โดยเฉพาะ “ธุรกิจเอสเอ็มอี”   ที่ต้องปากกัดตีนถีบ การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำครั้งนี้ถือว่าจิ๊บๆ

แต่สิ่งที่ รัฐบาล ควรจะออกมาช่วยดูแลก็คือ บริษัทใหญ่ ที่ฉวยโอกาสการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เอาเปรียบประชาชน เอาเปรียบคู่ค้า เช่น บริษัทยามแห่งหนึ่งที่ออกมาประกาศ ขึ้นค่าจ้างยาม 40% เป็น 25,500 บาทต่อคนต่อเดือน ทั้งๆที่ คนเป็นยามได้ค่าจ้าง 9,000 บาทต่อเดือน ตามค่าแรงขั้นต่ำใหม่ เอาเปรียบกันเกินไปไหม

หากมองในแง่ “เมตตาธรรม”  นายจ้างมีกำไรลดลง แต่ช่วยให้ลูกจ้างมีรายได้เพิ่มขึ้น มีเงินใช้มากขึ้น มีความสุขมากขึ้น ก็น่าจะเป็นเรื่องดี อาจช่วยให้งานมีคุณภาพมากขึ้นก็ได้ ผมไม่เชื่อว่าการขึ้นค่าแรงเป็นวันละ 300 บาท จะทำให้เอสเอ็มอีเจ๊งๆเป็นแสนๆรายอย่างที่ สภาอุตสาหกรรม อ้างแน่นอน.


“ลม เปลี่ยนทิศ”

โหวตข่าวนี้