advertisement

การเงิน 2 มาตรฐาน-อันตราย

โดย ลม เปลี่ยนทิศ 30 ม.ค. 2555 05:00

มีผลใช้บังคับไปแล้ว พระราชกำหนดการเงิน 4 ฉบับ ของ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร  ทั้งเร่งด่วนและไม่เร่งด่วน แต่การบังคับใช้พระราชกำหนดบางฉบับคงไม่ราบรื่นนัก โดยเฉพาะการ “เก็บค่าต๋ง” จาก “เงินฝากในธนาคารพาณิชย์” ไปใช้หนี้ กองทุนฟื้นฟูฯ 1.14 ล้านล้านบาท แต่เพียงฝ่ายเดียว แต่ไม่เก็บค่าต๋งจาก “เงินฝากในธนาคารรัฐ” ไปใช้หนี้ด้วย ทั้งๆที่หนี้ก้อนนี้เป็นหนี้สินของชาติที่คนไทยทุกคนต้องร่วมกันจ่าย

ทำให้เกิด “2 มาตรฐาน” ขึ้นใน ระบบธนาคารไทย แบ่งแยกเป็น ธนาคารเอกชน และ ธนาคารรัฐ ที่ใช้กฎกติกาต่างกัน ระยะยาวจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี

ดร.ประสาร  ไตรรัตน์วรกุล  ผู้ว่าการแบงก์ชาติ  ก็ออกมาแสดงความเป็นห่วงในเรื่องนี้ใน วันแถลงนโยบายแบงก์ชาติประจำปี 2555 ว่า เป็นเรื่องที่แบงก์ชาติยังไม่สามารถแก้ไขได้ คือ การแข่งขันที่มาจากสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ทำให้กลไกการแข่งขันในตลาดเงินบิดเบือนไป

“ผมกำลังติดต่อกับท่านรองนายกฯ เพื่อหารือว่า มีหนทางใดที่จะรักษาสมดุลในเรื่องนี้ให้มากขึ้น ซึ่งมีทางเป็นไปได้ 2 ทางคือ นโยบายของกระทรวงการคลังให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจเหล่านี้ ทำธุรกิจต่างหาก ไม่เกี่ยวกับธุรกิจที่สถาบันการเงินเอกชนทำอยู่ หรือหากเขาต้องการทำธุรกิจที่เหมือนกับธนาคารพาณิชย์ ที่กำลังทำอยู่ในปัจจุบัน ก็อยากให้คุยเรื่องกฎเกณฑ์ต่างๆเพื่อให้อยู่ในระนาบเดียวกัน”

ปัญหาใหญ่ที่ สมาคมธนาคารไทย เกิดความรู้สึกว่า ไม่เป็นธรรม ก็คือ ทุกวันนี้ธนาคารรัฐก็ทำธุรกิจแข่งกับธนาคารพาณิชย์อยู่แล้ว เมื่อรัฐบาลออก พ.ร.ก.บังคับเก็บค่าต๋งเงินฝากแบงก์พาณิชย์ เพื่อนำไปใช้หนี้กองทุนฟื้นฟูฯเพียงฝ่ายเดียว แต่ไม่เก็บค่าต๋งเงินฝากจากแบงก์รัฐด้วย ทำให้กลไกการแข่งขันไม่เป็นธรรม เพราะทำให้ธนาคารเอกชนมีต้นทุนที่สูงกว่า

ทุกวันนี้ ธนาคารพาณิชย์ ก็มีภาระต้อง จ่ายค่าต๋งเงินฝากร้อยละ 0.4 ส่งเข้ากองทุน สถาบันประกันเงินฝาก เพื่อเป็นหลักประกันเงินฝากของประชาชนผู้ฝากเงิน โดยจำกัดการประกันไว้ที่รายละไม่เกิน 50 ล้านบาท และตั้งแต่เดือนสิงหาคมนี้เป็นต้นไป จะลดวงเงินประกันลงเหลือรายละไม่เกิน 1 ล้านบาท

แต่ธนาคารรัฐ นอกจากไม่ต้องส่งค่าต๋งเงินฝากให้สถาบันประกันเงินฝาก เพราะรัฐบาลค้ำประกันเงินฝากเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ ยังไม่ต้องช่วยใช้หนี้กองทุนฟื้นฟูฯด้วย

ความจริงปัญหานี้จะไม่เกิดขึ้น ถ้ารัฐบาลไม่ออก พ.ร.ก.โอนหนี้กองทุนฟื้นฟูฯไปให้แบงก์ชาติ  และเขียนบังคับให้แบงก์ชาติเก็บค่าต๋งเงินฝากเพิ่มจากธนาคารพาณิชย์ให้สูงกว่าร้อยละ 0.4 ที่ส่งเข้าสถาบันประกันเงินฝากในปัจจุบัน แต่ไม่เกินร้อยละ 1 ทั้งๆที่ช่องทางหาเงินใช้หนี้ยังมีอีกหลายช่องทาง

พ.ร.ก.ฉบับนี้ ทำให้กลไกตลาดเงินถูกบิดเบือน แบงก์พาณิชย์เสียเปรียบแบงก์รัฐ เพราะต้องจ่ายค่าต๋งไม่เกิน 1% ไปใช้หนี้กองทุนฟื้นฟูฯ ซึ่งเป็นเปอร์เซ็นต์ที่สูงมาก ขณะที่เงินฝากออมทรัพย์จ่ายกันแค่ 0.75% เท่านั้น ทำให้แบงก์เอกชนมีต้นทุนสูง จ่ายดอกเบี้ยเงินฝากสู้แบงก์รัฐไม่ได้ ดอกเบี้ยเงินกู้ก็สู้แบงก์รัฐไม่ได้

เมื่อเป็นเช่นนี้ ในที่สุด เงินฝาก และ เงินกู้ ก็จะไหลออกจาก ธนาคารเอกชน ไปสู่  ธนาคารรัฐ  เพราะมั่นคงกว่า มีรัฐบาลค้ำประกัน 100% ดอกเบี้ยเงินฝากก็สูงกว่า ดอกเบี้ยเงินกู้ก็ถูกกว่า ผลเสียที่จะตามมาก็คือ ธนาคารพาณิชย์เอกชนที่แข็งแกร่งในปัจจุบัน ก็จะค่อยๆอ่อนแอลงไปเรื่อยๆ

จนสุดท้ายจะเป็นอย่างไร ผมไม่กล้าเดาครับ

เพราะค่าต๋งก้อนนี้ ไม่ใช่เก็บกันแค่ปีสองปีแล้วก็จบ แต่เก็บกันไปอีกนาน อย่างน้อยที่สุดก็ 25 ปี หรือ 30 ปี จนกว่าจะใช้หนี้กองทุนฟื้นฟูฯ  1.14  ล้านล้านบาทหมดสิ้น อีก  25–30  ปี ธนาคารพาณิชย์จะยังเหลืออยู่หรือไม่ก็ไม่รู้

ผมอยากเสนอให้รัฐบาล “ถอย” ไปคิดทบทวนใหม่ อย่าเพิ่งบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉบับนี้ทันที เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ไม่บิดเบือนกลไกตลาดจนเกิดผลเสียในระยะยาว การหาเงินมาใช้หนี้กองทุนยังมีช่องทางอีกเยอะครับ.


“ลม เปลี่ยนทิศ”

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement