advertisement

น้ำกับไฟ

โดย ลิขิต จงสกุล 4 ธ.ค. 2554 05:00

หลังน้ำลดยังไม่ทันฟื้นฟู เยียวยา การเมืองทำท่าจะ ร้อนเป็นไฟขึ้นมาอีก บ้านนี้เมืองนี้มันอะไรนักหนาก็ไม่รู้ ปากก็บอกว่ารักชาติรักประชาธิปไตย แต่การกระทำนั้นไซร้ตรงกันข้าม

ข่าว “เขย่าขวด” สุดสัปดาห์นี้ แม้ น้ำจะแห้งลงไปเรื่อยๆ  แต่ปัญหาความวุ่นวาย ก็ยังเกาะกินจนเป็นความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับชาวบ้าน ชาวบ้านกับรัฐ

ยังไงก็ต้องทำหน้าที่ต่อไปเพื่อให้ปัญหาทั้งหลายจบลงไปด้วยดี อย่าโยนกันไปโทษกันมา เพราะมันมีแต่เสียกับเสียเท่านั้น

จากนี้ไปมีเรื่องต้องแก้ไขอีกหลายกระบุงทั้งฟื้นฟูเยียวยา และสร้างความเชื่อมั่น ให้คืนกลับมาล้วนเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องเร่งดำเนินการ

ขืนว่ากันคนละทางสองทางมันจะไม่รอดเอานา...

เศรษฐกิจยุโรปก็เป็นอีกหนึ่งแม้ทำท่าจะคลี่คลาย แต่อันที่จริงแล้วยังน่าห่วงเนื่องจากมีปัจจัยเสี่ยงที่จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและประเทศไทย

แตกเมื่อใดวุ่นวายยิ่งกว่าฝอยขัดหม้อแน่

หันมาดูสภาพประเทศไทย ขณะนี้การทุจริตคอรัปชันซึ่งเป็นเหตุสำคัญหนึ่งที่เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาไปข้างหน้า

ล่าสุดองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ ได้เผยผลสำรวจดัชนีภาพลักษณ์การทุจริต ปรากฏว่าไทยตกชั้นความโปร่งใสจากอันดับ 78 มาเป็นอันดับที่ 80

นั่นก็หมายความว่าโกงกินกันมากขึ้น

เผอิญว่าการจัดอันดับปีนี้ออกมาพอดีกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเมืองไทยพอดิบพอดี นั่นคือกรณีการที่กลุ่มคนร้ายเข้าปล้นบ้านอดีตปลัดกระทรวงคมนาคมกวาดเงินสดไปเพียบ

ล่าสุดตำรวจระบุว่าตัวเลขน่าจะอยู่ที่ 280 ล้านบาท

ขณะเดียวกันจากการตรวจสอบของ ป.ป.ช. เบื้องต้นพบว่ามีเงินผ่านเข้า–ออกในบัญชีของนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ยอดเงิน สูงถึง 28 ล้านบาท

เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ธรรมดาสำหรับข้าราชการคนหนึ่ง

เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ทั้ง ป.ป.ช.  ปปง.และตำรวจจะต้องทำความจริงให้ปรากฏสอบสวนลงลึกเพื่อจะทราบถึงที่มาที่ไป

ใครเป็นใครที่มีส่วนร่วมด้วย

หากสามารถรู้ถึงเบื้องหน้าเบื้องหลัง มีตัวละครเป็นองค์ประกอบจนสามารถที่จะเปิดโปงขบวนการทุจริต ก็จะเป็นบทเรียนอย่างหนึ่งของสังคม

เพื่อจะใช้เป็นแนวทางในการจัดการกับโรคคอรัปชันได้ทางหนึ่ง

เหนืออื่นใด แม้ปัญหาน้ำจะคลี่คลายไปในทางที่ดี แต่ปัญหาการเมืองก็กำลังคืบคลานเข้ามาเมื่อปรากฏร่องรอยให้เห็นบ้างแล้ว

ในส่วนของรัฐบาลทำท่าว่าจะต้องมีการปรับ ครม. ซึ่งน่าจะเป็นหลังปีใหม่ไปแล้ว แต่ก็คงจะเป็นการปรับย่อยเพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้กับรัฐบาล จัดการกับ “รัฐ-มนตรี” ที่ไม่มีผลงาน

หรือลึกลงไปก็เพื่อจัดการรัฐมนตรีบางคนที่ไม่ได้ช่วยเหลือในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างที่ควรจะเป็น

แต่ที่จะเป็นเรื่องใหญ่ก็น่าจะเกี่ยวกับ “นายใหญ่” และกรณีของ “จตุพร พรหมพันธุ์” ที่ถูก กกต.ด้วยมติ 4–1 ให้พ้นจากการเป็น ส.ส. เพราะถูกจำคุกจึงต้องพ้นจาก การเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย

เมื่อเป็นเช่นนี้พลพรรคเพื่อไทยและเสื้อแดงจึงออกสำแดงอิทธิฤทธิ์อีกครั้งกล่าวหา กกต. และศาลรัฐธรรมนูญรับใบสั่ง ให้จัดการ จึงเตรียมปลุกระดมกันอีกแล้ว

ในส่วนของ “นายใหญ่” หลังต้องถอย พ.ร.ฎ.อภัยโทษ นั่นเพราะประเมินสถานการณ์แล้วว่าไปได้ยาก ว่ากันว่าพล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ถูกแรงดันจากใครในพรรคให้ดำเนินการเรื่องนี้จนต้องยกหูถึง “คนดูไบ” บอกว่าทางตันจนอีกฝ่าย ต้องยอมยุติ

จากนี้ก็ต้องไปว่าเล่นเกมใหม่นั่นคือออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม

หลังปีใหม่บ้านเมืองคงจะร้อนเป็นไฟขึ้นมาอีกครั้ง!!!

“ลิขิต จงสกุล”

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement