ระเบิดราชประสงค์ ซ้ำรอยเซ็นทรัลเวิลด์ - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

ระเบิดราชประสงค์ ซ้ำรอยเซ็นทรัลเวิลด์

โดย 29 ก.ค. 2553 05:00
3,591 ครั้ง


เหตุระเบิดเย้ย พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ป้ายรถเมล์หน้าห้างบิ๊กซี ราชดำริ ย่านราชประสงค์ ลูกล่า...ไม่ว่าจะเป็นฝีมือใคร? ฝ่ายไหน? เป็นที่ชัดเจนว่าได้เพิ่มอุณหภูมิบ้านเมืองให้ร้อนแรงได้อีกครั้งในบัดดล

หมอกควันความเสียหายยังไม่ทันจางจากหัวใจคนไทย...วันที่ 19 พฤษภาคม 2553 เหตุจลาจลเผาเมืองหลายแห่งในกรุงเทพฯ หนึ่งในนั้นห้างสรรพสินค้าเซน ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ฝั่งตรงข้ามบิ๊กซี ก็ถูกเผาวอดไปทั้งหลัง

ปฏิเสธไม่ได้ว่า...ความเสียหายครั้งใหญ่นี้ เป็นผลพวงมาจากความไม่สงบทางการเมือง

"ตรงนี้เป็นจุดยุทธศาสตร์ เป็นที่ตั้งสำคัญที่ดีที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่มีใครมีที่ดินสวย ทำการค้าเหนือคู่แข่ง มีศักยภาพโดดเด่นมากขนาดนี้"

สุทธิธรรม

สุทธิธรรม จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหารบริษัทกลุ่มเซ็นทรัล จำกัด บอก

"จริงๆแล้วเราโชคไม่ดีเพราะที่ของเราเป็นที่ที่ดี เป็นจุดที่น่าสนใจ กลายเป็นแลนด์มาร์กของประเทศไทย เป็นแลนด์มาร์กของกรุงเทพฯ เป็นภาพลักษณ์ของประเทศ"

แล้วเซ็นทรัลเวิลด์ก็กลายเป็นเหมือนอะไรที่เป็นพื้นฐานของกรุงเทพฯ

สุทธิธรรม บอกว่า ผู้ประสงค์ร้าย หรือคนที่อยากจะเอาชนะกัน หรือตั้งใจเพื่อสร้างข่าวออกทั่วโลก ก็ต้องทำอย่างนี้ ถ้าไปทำจุดอื่น ตึกอื่นที่ไม่มีใครรู้จัก เผาไปข่าวก็คงไม่แรง ไม่ได้ออกซีเอ็นเอ็นขนาดนั้น

ต้องบอกว่า ผลจากสถานการณ์ที่เซ็นทรัลเวิลด์ เป็นการเพิ่มความสนใจไปสู่สายตาทั่วโลกได้มาก

สุทธิธรรมให้ทรรศนะอีกว่า เที่ยวนี้...เราน่าจะรู้สึกตัวกัน เพราะเราผ่านหลายวิกฤติ ทั้งเรื่องเศรษฐกิจโลก ย้อนไปถึงตอนต้มยำกุ้ง ภัยธรรมชาติสึนามิ ก็ร้ายแรงมาก คนตายกันมาก แล้วเราก็ผ่านวิกฤติของแฮมเบอร์เกอร์ ยังไม่จบก็มีเหตุการณ์ความไม่สงบอีกหลายครั้ง

"บางครั้งดูเหมือนจะร้ายแรงมากแต่ก็ยุติลงไปได้ เมื่อคราวปฏิวัติยุคพลเอกสุจินดาฯ ก็เข้าขั้นวิกฤติ แต่ในที่สุดก็ปรองดองกัน คุยกันได้"

หรือแม้กระทั่งในการปฏิวัติครั้งที่แล้ว ก็ดูเหมือนว่าเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยทันสมัยในยุคปัจจุบันนี้ ก่อนหน้าก็มีเรื่องเสื้อเหลือง แล้วก็มามีเรื่องเสื้อแดง แล้วก็ถึงครั้งนี้เหตุจลาจลกลางเมือง...

"ประเทศบอบช้ำน่าดู แล้วมาในช่วงหลังๆก็เกิดติดต่อกันเกือบทุกปี ผ่านมาขนาดนี้ คนไทยน่าจะกลับมาเริ่มมองตัวเองกันบ้าง มองคนอื่นบ้าง...มองรอบๆตัว"

ถึงวันนี้...หลายคนมีทรรศนะต่างกัน บ้างก็ว่าเดี๋ยวจะมีอีก ขณะที่ สุทธิธรรม บอกว่า ก็คงจะมีอีกเล็กๆน้อยๆสำหรับคนที่ยังไม่ยอมรับความเป็นจริง แต่ใจจริง ส่วนตัวแล้วผมมองว่า คนไทยเริ่มเห็นว่าเหตุการณ์เหล่านี้ไม่เห็นดีกับตัวเราเอง

ถ้าพูดถึงประเทศชาติ ยิ่งหนักเลย เพราะเป็นเรื่องของหน้าตา เวลาไปต่างประเทศไปทำงาน เราก็อายคนต่างชาติพอสมควรเวลาเขาถามเรื่องเหล่านี้

"เอ๊ะคนไทย ทำไมต้องตีกัน...คุยกันไม่รู้เรื่องหรือ"

ถามมาแบบนี้ บอกตรงๆตอบไม่ค่อยถูก ลึกๆก็คือคุยกันไม่รู้เรื่องก็ตีกัน เหมือนเด็กที่การศึกษาไม่พอ  ก็ไม่ค่อยดี  เสียชื่อประเทศชาติและเสียชื่อความเป็นคนไทย

คนไทยในสายตาคนต่างชาติ คนไทยดูดีมาตลอด ยิ้มแย้มแจ่มใส อารมณ์ดี คุยกันได้หมด ไปเจอกันที่ไหนคนไทยก็เรียกกันว่าพี่ๆน้องๆ ฝรั่งได้ยินยังตกใจ ทำไมคนไทยมีพี่น้องเยอะอย่างนี้

ราว 40 ปีที่แล้วที่เราเริ่มเรียกกันแบบนี้ จนกลายเป็นเรื่องธรรมชาติ ...วันนี้ไม่รู้ว่าจะเรียกกันอย่างไร

เหตุจลาจลเผาเมืองที่ผ่านมา ถ้าพูดกันจริงๆแล้วก็คือ..."กึ่งสงครามกลางเมือง" แต่ไม่ใช่สงครามกลางเมือง เรียกว่าเข้าไปใกล้

สุทธิธรรม บอกว่า สงครามกลางเมืองเป็นเรื่องที่ประเทศที่ศิวิไลซ์แล้วจะหัวเราะเลยถ้าใครมีสงครามกลางเมือง เพราะว่านี่เป็นเรื่องของอดีตเมื่อร้อย... สองร้อยปีที่แล้ว ที่เกิดขึ้นในประเทศต่างๆ ไม่ว่าในยุโรปหรือเอเชีย

"ยุโรปก็เกิด มีทุกประเทศแต่ผ่านมาแล้วนับร้อยๆปี เกิดขึ้นเพราะคนยังคุยกันไม่ค่อยรู้เรื่อง คุยกันคนละภาษา ทั้งชาติ ศาสนา เยอะไปหมด มีหลายชาติพันธุ์ แต่เมื่อคนมีการศึกษาแล้ว ก็ไม่น่าจะมีอย่างนี้...

ฉะนั้นคนไทยคงจะเริ่มเห็นแล้ว กับผลสะท้อนที่กลับมาในหลายๆด้าน"

ที่บอกว่า บางคนก็ไม่ยอมกัน บางคนที่ว่าก็มีพลังมหาศาล?

"ผมไม่ได้พูดถึงพี่ใหญ่ แต่พูดถึงโดยรวมที่ยังไม่ยอมกัน มีทิฐิกันอยู่ สิ่งที่เป็นความยากลำบากคือเราพูดถึงเรื่องการปรองดอง แต่การปรองดองไม่ใช่เรื่องง่ายๆ"

การปรองดองสามัคคีกัน ต้องกลับมาดูที่ตัวเองให้มาก แล้วคุณน่าจะรู้นะว่าคนเราเกิดมาก็มีความแตกต่าง แต่ละคนไม่เหมือนกันหรอก คนในบ้านยังคิดไม่เหมือนกันเลย เป็นสิทธิของมนุษยชน

"ผมกับลูกชาย...ลูกสาว คิดกันคนละอย่างหมด แม่ก็คิดต่าง...สี่คน สี่อย่าง คนนี้นิยมเสื้อเหลือง คนนี้นิยมนโยบายเสื้อแดง นิยมพรรคก็ต่างกัน ตรงนี้ผมถือว่าเป็นสิทธิของทุกคน"

คนเรามีความแตกต่าง ต้องรู้ตรงนี้ก่อน แล้วควรเสริมเรื่องการศึกษา ไม่ใช่ว่าแตกต่างแล้วต้องตีกัน และต้องเคารพสิทธิด้วยการใช้กฎหมาย บังคับไม่ให้ไปตีกัน

"กฎหมายบอกคุณเลือกตั้งก็ต้องเลือกตั้งแล้วคุณก็ต้องเคารพ เขาเลือกตั้งชนะก็ให้เขาไป...ทีใครทีมัน แต่ของเราพอเกิดความแตกต่างปุ๊บก็มีการดูถูกดูแคลนกัน"

คนเราดูถูกกันไม่ได้ ไม่ว่าจะเกิดมาชาติ ศาสนาไหน ต้องทัดเทียม กัน การศึกษาไม่เหมือนกันก็ดูถูกกันไม่ได้ ควรจะให้เกียรติซึ่งกันและกัน

พอเกิดเรื่องนี้เข้า ไม่ยอมรับ ไม่ให้เกียรติ ไม่เคารพสิทธิกันก็แย่แล้ว ...และเริ่มมีเรื่อง

แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นก็มีมากกว่านั้น...คนบางคนก็รู้สึกอาฆาต อยากแก้แค้น สอง...ก็คือการไม่ยอมแพ้กัน สาม...เมื่อความเห็นที่แตกต่างกันอยู่เรื่อยก็ยังไม่เคารพสิทธิของแต่ละคน

สี่...เกิดความเห็นแก่ตัว ที่มีมากเพราะทุกคนก็จะอ้างประเทศชาติ อ้างสารพัดอย่าง  จนไม่เคยดูกระจกตัวเองว่าเอ๊ะแล้วตัวเองทำเพื่อประเทศชาติจริง... ตรงกันข้ามหมด

สุทธิธรรม บอกอีกว่า จริงๆแล้วเห็นแก่ตัวกันทั้งนั้น ถ้าเอาสิ่งเหล่านี้ ลดลงมาหน่อย ลดดีกรีลงมาได้ก็คงจะปรองดองกัน

ทั้งหมดนี้ยังไม่ได้พูดถึงปมลึกๆ  ไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ำทางสังคม  การศึกษา ความเป็นอยู่ คุณภาพชีวิต ความยากจน...มั่งมี จะแก้คงไม่ใช้เวลาแค่วันเดียว

ปัญหามีว่า...ก่อนที่จะแก้  ต้องมาเจอกันให้ได้  ต้องพยายามคุยกันให้ได้เสียก่อน

ถามว่าแก้ยากไหม?..."ไม่ยาก ต้องฝึกคนกันใหม่ ส่วนการศึกษาที่พูดกัน มาหลายสิบปี...ก็พยายามแก้ รัฐบาลทุกยุคสมัยก็พยายามทำตามแบบฉบับที่เห็นว่าทำได้ ผ่านมานานแล้วก็แก้ได้เท่านี้ ผมว่ามันคงไม่ง่ายนะ"

หลักใหญ่ๆ การศึกษา ความเหลื่อมล้ำของความเป็นอยู่ หลายคนอาจมองว่าเชื่อมโยงกับการแบ่งสีแบ่งฝ่าย? แต่สำหรับสุทธิธรรมกลับเห็นตรงกันข้าม

"ผมไม่คิดเป็นอย่างนั้น ผมว่ามันเชื่อมโยง แค่คนที่ฉลาดกว่า...ก็เอาเรื่องเหล่านี้เป็นเครื่องมือเท่านั้นเอง ก็คือการจูงจมูก..เพราะมองเห็นว่าคนเหล่านี้ถูกจูงจมูกง่าย

ฉะนั้นถ้าผมเป็นคนที่อยู่สีอะไรก็แล้วแต่ ไม่ว่าจะสีเหลือง...สีแดง ต้องคิดออกมาใหม่ ต้องมีความคิดเป็นของตัวเอง"

สุทธิธรรมเปรียบเทียบกับนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จเก่งๆ เขามีความคิดเป็นของตัวเองกันทั้งนั้น เขาไม่ตามใคร

ถ้าคนจำนวนมากที่ต้องใช้สิทธิในการเลือกตั้ง ถ้ามีความคิดเป็นของตัวเองมากขึ้น ขณะเดียวกันการศึกษาก็พัฒนาไปเรื่อยๆ แต่ต้องไม่ถูกใครพากันไปเรื่อยๆ เมื่อถึงวันนั้น คนไทยคงปรองดองกันได้อย่างแน่นอน

สิ่งสำคัญเพื่อให้ทันสมัย อยากจะพูดว่า...เวลาทำอะไรก็ให้คิดถึงประเทศมาก่อน ให้รอด ให้ภาพลักษณ์ประเทศออกมาไม่แย่กว่าเดิม และอยากให้คนไทยทุกคนร่วมกันสร้างประเทศไทยให้ดีขึ้น

"ภาพลักษณ์ประเทศไทยจะเป็นตัวนึงที่จะกอบกู้ทุกอย่าง ไม่ว่าเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ การค้าการลงทุน"

สุทธิธรรม จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหารบริษัทกลุ่มเซ็นทรัล จำกัด กล่าวทิ้งท้าย.

 

โหวตข่าวนี้
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement