เคมีลักลอบ ยิ่งตีก็ยิ่งโต - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันอังคารที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

เคมีลักลอบ ยิ่งตีก็ยิ่งโต

โดย 20 พ.ค. 2552 05:00
3,398 ครั้ง


ตู้คอนเทนเนอร์ใต้ทะเลสัตหีบช่องแสมสาร ถ้ามีอายุมากกว่า 20 ปี ก็มีแนวโน้มจะเป็นตู้บรรจุสารเคมีอันตราย

กรมศุลกากรระบุว่า ช่วงเวลานั้นตู้เหล่านี้นำเข้ามาแต่ไม่มีคนรับ จึงให้นำกลับออกไป ไม่แน่ว่าอาจมีการลักลอบหย่อนทิ้งลงทะเล

มีคนเคยวิจารณ์ว่า...เป้าหมายเศรษฐกิจ แบบที่เน้นผลิตเพื่อส่งออก สนใจแต่ตัวเลขจีดีพี ซึ่งแต่ละหน่วยการผลิต เกิดจากการผลาญใช้ทรัพยากรโลก เบียดเบียนคนที่ด้อยโอกาสกว่า ยังมักเอาเปรียบธรรมชาติ

ประเด็นนี้ เป็นเพราะมนุษย์บางคน มียีนเห็นแก่ตัวแฝงมาแต่กำเนิด จึงเกิดมาเพื่อพร้อมจะกอบโกย หรือขโมยทุกอย่างที่ขวางหน้า อย่างไร้สำนึก

คำถามก็คือ...คุณเคยทำตัวเหมือน "มนุษย์สายพันธุ์นั้น" บ้างหรือไม่

ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ...ห้างสรรพสินค้าใหญ่ขนาดหลายแห่ง มักปากว่า ตาขยิบ  กระทำสวนกับคำพูด  อยากป่าวร้องให้ก้องโลกว่าตัวเองมีภาพลักษณ์น่าศรัทธา จัดกิจกรรมรณรงค์ลดภาวะโลกร้อนในห้างฯ แต่ดันเปิดแอร์ซะเย็นเฉียบ เปิดไฟสว่างโร่ไปทั้งห้างฯ



กระแสไฟฟ้ามหาศาล ที่แต่ละห้างฯผลาญกันทุกวัน...วันละเกือบ 10 ชั่วโมง คงยากจะปฏิเสธได้ว่า ไม่เกี่ยวข้องกับต้นทุนทางธรรมชาติ ซึ่งมีส่วนทำให้โลกใบนี้ร้อนขึ้น

ทำนองเดียวกับผู้ผลิตตู้เย็น และตู้แช่บางราย ที่ยังสนุกกับการลักลอบใช้ สารคลอโรฟลูออโรคาร์บอน (ซีเอฟซี) หรือเรียกอีกชื่อว่า ฟรีออน เป็นสารทำความเย็น

ฉนวนกันความร้อน และแอร์ตามบ้าน ที่ยังมีการใช้สาร ไฮโดรคลอโร-ฟลูออโรคาร์บอน (เอชซีเอฟซี) เพื่อเป่าโฟมผลิตฉนวนฯ หรือใช้เป็นสารทำความเย็น ก็เช่นกัน

ยังไม่นับกระบวนการชะล้างชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ตามโรงงานอุตสาหกรรมอีกนับไม่ถ้วนแห่ง ที่ยังใช้ สารเมทิลคลอโรฟอร์ม เป็นตัวทำละลาย และทำความสะอาดชิ้นส่วนอุปกรณ์

แม้แต่ในภารกิจดับเพลิง ที่นำ สารเฮลอน มาใช้ในการดับเพลิง หรือการนำ สารเมทิลโบรไมด์ ไปรมผักสด ผลไม้ และดอกไม้ เพื่อฆ่าแมลง ก่อนที่จะส่งออกไปขายต่างประเทศ

เคยทราบหรือไม่ว่า แต่ละกิจกรรมที่ยกตัวอย่างมาข้างต้น ล้วนให้ผลลัพธ์มีสภาพไม่ต่างกับการที่มนุษย์ด้วยกัน มีส่วนร่วมในการกดปุ่มตั้งระเบิดเวลา เพื่อฆ่าตัวตาย

Ms.Ludgard Coopens ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม จากโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ถูกรับเชิญมาบรรยายที่เมืองไทย เมื่อไม่นานมานี้บอกว่า

โลกของเราประกอบด้วยก๊าซหลายชนิด มีก๊าซไนโตรเจน เป็นองค์ประกอบหลักถึงร้อยละ 78 รองลงมาคือ ก๊าซออกซิเจน ประมาณร้อยละ 20

ที่เหลือเป็นก๊าซอื่น เช่น ไฮโดรเจน คาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซโอโซน ก๊าซแต่ละชนิดปะปน และมีปริมาณแตกต่างกันไปตามระดับความสูงของชั้นบรรยากาศ

ชั้นบรรยากาศที่อยู่เหนือโลกของเรา มีอยู่ 4 ชั้น คือ ชั้น โทรโพสเฟียร์ อยู่ตั้งแต่ระดับผิวดินขึ้นไป จนถึงความสูงประมาณ 12 กม.


Ms.Ludgard Coopens

ชั้นถัดไป  คือ  สตราโทสเฟียร์  อยู่ห่างจากผิวดินที่ระดับความสูงระหว่าง 12-50 กม.

ที่สำคัญบรรยากาศชั้นนี้ เป็นแหล่งผลิต ก๊าซโอโซน

สูงขึ้นไปอีกชั้น เรียกว่า เมโซสเฟียร์ เป็นบรรยากาศที่ระดับความสูงระหว่าง 50-85 กม.

และชั้นสุดท้าย คือ เทอร์โมสเฟียร์ เป็นบรรยากาศที่ระดับความสูงตั้งแต่ 85 กม.ขึ้นไป

Ludgard บอกว่า โอโซนเป็นก๊าซชนิดหนึ่ง สามารถนำไปใช้ฆ่าเชื้อโรคในอุตสาหกรรมอาหาร ในน้ำดื่ม ในอากาศ และในสระว่ายน้ำได้

ที่สำคัญ  ก๊าซโอโซน  ซึ่งมีอยู่หนาแน่นที่สุดในบรรยากาศชั้นสตราโทสเฟียร์ ทำหน้าที่ดูดซับรังสีต่างๆที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ ให้มีปริมาณลดลง

โดยเฉพาะรังสีวายร้ายอย่าง ยูวี-บี (UV-B) ที่ส่องมายังผืนโลก เป็นตัวสะสมความร้อนไว้ในชั้นบรรยากาศ และทำให้ระบบนิเวศน์หลายอย่างถูกทำลาย

เธอบอกว่า ในทุกๆ 10 ล้านโมเลกุลของบรรยากาศ จะพบโอโซนเพียง 3 โมเลกุลเท่านั้น

หรือเทียบง่ายๆ ถ้านำโอโซนที่กระจายอยู่ในบรรยากาศทั้งหมดมารวมกัน จะปกคลุมผิวโลกด้วยความหนาแค่ 3 มิลลิเมตรเอง

การกระทำของมนุษย์ ทั้งตั้งใจและเผลอไผล มีผลไปทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน และทำให้อุณหภูมิของโลกร้อนขึ้น จึงไม่ต่างกับการทำลายแผ่นฟิล์มบางๆที่ห่อหุ้มโลกและดูดซับรังสียูวี-บีให้ย่อยยับไปด้วย

Ludgard บอกว่า การทำให้คนทั่วไปตระหนักถึงมหันตภัยของปัญหาที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องยาก

เพราะทุกวันนี้ยังมีผลประโยชน์เชิงการค้าเข้ามาเกี่ยวข้อง อีกทั้งคนส่วนใหญ่มองไม่เห็นพิษภัยจากความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ ที่กำลังรุกคืบอย่างรวดเร็ว

ทุกวันนี้แม้หลายประเทศรวมทั้งไทย ได้ให้สัตยาบันในอนุสัญญาเวียนนา และพิธีสารมอนทรีออล  ว่าด้วยการปกป้องชั้นบรรยากาศโอโซน  ลดและเลิกการใช้ สารเคมีที่ทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน



แต่ในความเป็นจริง อีกหลายประเทศ ยังมีการลักลอบใช้สารเคมีเหล่านั้น โดยเฉพาะประเทศที่กำลังพัฒนา

เมื่อปี  2550 พิธีสารมอนทรีออล  จึงกำหนดให้มีการร่นระยะเวลา  ในการลดและเลิกใช้สารที่ทำลายโอโซน และทำให้อุณหภูมิของโลกร้อนขึ้น เร็วขึ้นกว่ากำหนดเดิม

ส่งผลให้ปีหน้า (2553) เป็นต้นไป ไทยซึ่งเป็นหนึ่งในภาคีตามอนุสัญญาฯและพิธีสารฯ มีภาระผูกพันต้องจัดทำแผน และบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อทยอยลดและเลิกนำเข้าสารเคมีหลายชนิด ที่เป็นต้นเหตุทำลายล้างโอโซนในชั้นบรรยากาศ

แต่ปัญหามีอยู่ว่า  ในความเป็นจริง  ทางเลือกของการใช้สารเคมีชนิดอื่นมาทดแทนการใช้สารที่ทำลายโอโซนฯ นอกจากส่วนใหญ่เป็นสารที่ยังมี ราคาแพง

การดัดแปลงหรือแก้ไข อุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ เช่น แอร์ และตู้เย็น โดยให้เปลี่ยนไปใช้สารทางเลือกอื่น แทนสารที่ทำลายโอโซน ล้วนยังมี ต้นทุนสูง

นอกจากนี้ การยิ่งไปจำกัดปริมาณ และใบอนุญาตนำเข้าสารที่ทำลายโอโซน หรือการตั้งกำแพงเพื่อโขกภาษีการใช้สารที่เป็นอันตรายต่อโอโซน ในอัตราสูงถึง ร้อยละ 30

ในมุมกลับ ยิ่งเป็นตัวเร่งให้เกิดการลักลอบนำเข้าสารเคมีที่ทำลายโอโซนในบรรยากาศ มากขึ้นเป็นเท่าทวี

พระเอกของงานนี้ จึงหนีไม่พ้นบรรดาเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งมีหน้าที่ดูแล และจับกุมการลักลอบนำเข้าสารเคมีต้องห้าม ตามพิธีสารมอนทรีออล

แต่ในความเป็นจริง เจ้าหน้าที่เหล่านั้น ส่วนใหญ่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านสารเคมี แถมยังถูกแหกตาด้วยการสำแดงแปลงปลอมฉลากเท็จ ทำให้สารเคมีที่อันตรายต่อโอโซนและสิ่งแวดล้อม  ยังเล็ดลอดหูตาเจ้าหน้าที่อีกมาก

ดูอย่างเมื่อปี 2549 กรมศุลกากรสามารถจับกุมผู้ลักลอบนำเข้าสารเคมี ที่ไม่เป็นมิตรกับโอโซนในชั้นบรรยากาศได้ 9 ราย รวมน้ำหนัก 31,462 กก.

ปี  2550  จับกุมได้อีก  5  ราย  น้ำหนักรวม  102,980  กก.  มูลค่า  26,252,534  บาท

ที่น่าสนใจ แม้ทุกวันนี้มีร้อยกว่าประเทศที่เข้าร่วมเป็นภาคีในพิธีสารมอนทรีออล และให้สัตยาบันในอนุสัญญาเวียนนา เพื่อร่วมกันลดและเลิกใช้สารที่ทำลายโอโซนในบรรยากาศ

แต่กลับมีอีกหลายประเทศ ที่ยังตั้งหน้าผลิตสารเคมีเหล่านั้นออกมาขาย  ไม่ว่า  จีน  อินเดีย  สหรัฐอเมริกา  สาธารณรัฐเกาหลี  เม็กซิโก  สเปน อิตาลี เนเธอร์แลนด์ อาร์เจนตินา กรีซ และเวเนซุเอลา

สรุปแล้ว ทั้งพ่อค้าและลูกค้า ยังมีอยู่ทั้ง 2 ฝ่าย จึงไม่ง่ายนักที่จะทำให้ สารเคมีซึ่งเป็นอันตรายต่อโอโซนในชั้นบรรยากาศ หมดไปจากโลก

สำหรับเมืองไทย สหประชาชาติเคยหยิบยื่นเงินก้อนโตให้ความช่วยเหลือ เพื่อปูทางไปสู่การลดและเลิกใช้สารที่ไม่เป็นมิตรกับโอโซน ได้ข่าวว่า เงินก้อนนั้นใช้กันจนใกล้จะเกลี้ยง แต่สารที่ไม่เป็นมิตรกับโอโซน ยังมีให้ลักลอบใช้กันเกลื่นกลาด

ยังไงอย่าให้อับอายขายหน้า ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งกรมโรงงานอุตสาหกรรม ตำรวจ และกรมศุลกากร ช่วยกันใส่เกียร์เดินหน้าหน่อย.

โหวตข่าวนี้
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement