advertisement

พุทธ-พระพาณิชย์ ปัญญาคืออุปสรรค

โดย 3 ก.ค. 2556 05:00

ความเดิมตอนที่แล้ว เสี่ยอู๊ด...สิทธิกร บุญฉิม เจ้าของประโยคธรรม ...“ระงับเรื่องอยากความลำบากก็ระงับ” สะท้อนถึงมุมมองชีวิตที่เปลี่ยนไปที่มองว่า “สิ่งที่ทำเกิดผลไม่ดีกลับมา ก็เกิดการคิดกลับ...กลัว ถ้าทำสิ่งผลไม่ดี”

สกู๊ปหน้า 1 ถามต่อไปว่า การออกมาประกาศอย่างนี้ คนที่รู้จัก มักคุ้นกันมาก่อน อาจมองว่า เป็นการเล่นตัวหรือเปล่า?

“ผู้หญิงสวย... ผู้ชายก็หมายตาทุกคน ซึ่งแสดงว่าก็ต้องไปนอนกับเขาทุกคนล่ะซิ” เสี่ยอู๊ด ว่า “ผู้หญิงเขาก็ต้องเลือก ผู้ชายที่ดีที่สุดเขาจึงจะยอมเสียสละสิ่งเดียวในชีวิตให้ ก็เหมือนกัน...การทำของผม ทำได้แค่ช่วงจังหวะหนึ่ง ปีนึงอาจจะทำครั้งเดียว เลือกมากขึ้น กลั่นกรองมากขึ้น องค์กรนั้นต้องดี บุคลากรต้องดี วัตถุประสงค์ดี”

ไม่ใช่ว่าก่อนทำน่ะพูดดี แต่พอทำไปแล้วมีปัญหา พอเกิดเรื่องเกิดราวก็ทอดทิ้งกัน บางคนก็เหยียบเลย แต่ตอนนี้ไม่เหยียบแล้วกลับมาชื่นชมก็มีให้เห็น


คำว่า “เสี่ยอู๊ด” อาจพูดได้ว่ามีที่มาที่ไป “เสี่ยอู๊ด” มาจากคำว่า “อู๊ด” กับคำว่า “เสี่ย” ...อู๊ดคนสนิทจะเรียก คนในวงการพระเครื่องก็จะเรียกคุณสิทธิกร คนบ้านเกิดที่จังหวัดระยอง ไม่มีใครเรียกเสี่ยอู๊ด

จะเรียกว่า คุณสิทธิกร บุญฉิม โดยเฉพาะคนอำเภอบ้านฉาง

แต่พอเกิดคดีความขึ้น ดาราดังเรียกว่า “พี่อู๊ด” นักข่าวก่อนจะลงข่าว เพื่อให้ข่าวมีความอลังการเยอะขึ้น สืบความไปว่าบุคคลที่เป็นข่าวอยู่ในวงการพระ ถามแล้วก็ได้คำตอบว่า “ไอ้นี่รวย สร้างพระแต่รุ่นดัง ไม่รู้ว่ามีจริงหรือไม่มีจริง แต่รู้ว่างานมันดัง ก็ต้องได้เงินเยอะ”

ความจริงเงินที่ได้เยอะก็เป็นเงินของโครงการ แต่ก็เหมาให้เรารวยเอาไว้ก่อน ก็เลยกลายเป็นว่าข่าวจะลงว่า “พี่อู๊ด”

ก็จะดูไม่อลังการ ยิ่งอุปถัมภ์ดาราดังด้วยความรัก ความเอ็นดูขนาดนี้ ก็ต้องใช้คำว่า “เสี่ย”...กลายเป็น “เสี่ยอู๊ด” ได้มาเพราะสื่อ

คุยกันเรื่องเงิน หลายโครงการที่ผ่านมา เสี่ยอู๊ดวันนี้น่าจะมีเงินในมือเป็นพันล้าน เสี่ยอู๊ด ตอบสั้นๆว่า “ใช่...มี” แต่มีเป็นวัตถุธรรมที่สร้างไว้ “ผมรับทำงานให้ใครก็แล้วแต่ สิ่งสำคัญจะต้องคำนึงถึงคือประโยชน์ที่เขาต้องการ แล้วเราก็จะคำนวณให้ได้ประโยชน์ ให้ได้กำไรแล้วก็ให้ได้ทุน เป็น 3 ส่วน”

โครงการแต่ละโครงการทำแล้วต้องได้ทุน ได้ประโยชน์ของเขา แล้วก็ได้กำไร...พอได้ทุนก็หักทุน ใครเป็นผู้ลงทุนก็ให้ได้ หรือเป็นหนี้จ่ายใครก็จ่ายไป

ส่วนที่เป็นประโยชน์ เป็นส่วนใหญ่ที่มักจะได้ก่อนทุน โครงการที่เราทำมา เพื่อแสดงความหน้าใหญ่ จึงเป็นที่มาว่า ทำไมทุกองค์กรที่ทำกับเสี่ยอู๊ด เสี่ยอู๊ดสร้าง หรือผ่านมือเสี่ยอู๊ดจึงประสบความสำเร็จ ก็เพราะให้ส่วนที่เป็นประโยชน์ที่ต้องการก่อน ส่วนทุน และส่วนกำไร

สมมติว่าเราเอาข้าวเขามาหุง หุงในนามร้านอาหารแบรนด์ดังชื่อหนึ่ง หุงได้เท่าไหร่ไม่รู้ แต่ให้เขากินก่อน ถามว่าเจ้าของโครงการแฮปปี้ไหม แล้วภาพก็มีแต่ความสำเร็จ

นี่อาจเป็นข้อสำคัญที่ทำให้ชื่อเสี่ยอู๊ดเป็นเสี่ยจริงๆก็คือ

ความเป็นคนใจป้ำกล้าได้กล้าเสีย ยอมให้ก่อน เสี่ยอู๊ดบอกว่า คนเราเห็นเงินก็ตาลุก ผู้รับเห็นผู้ให้หาได้มากขนาดนี้ แถมกล้า

ให้ด้วย ก็คงไม่มีใครจะเรียกเราว่าเป็น “ขอทาน” ...ในความรู้สึกก็คือใช่ “เสี่ย”

พอถึงเราก็ต้องลุ้นกันเกือบตาย พอได้ทุนก็เฮกันไป สบายแล้ว...แล้วก็มาถึงส่วนสุดท้ายที่เป็นกำไร ก็จะเป็นเรื่องของภาษี พนักงานบริษัท เหลือที่เป็นกำไรจริงๆก็เอาไปสร้างโรงเรียน ทุนการศึกษา ทำประโยชน์ให้กับสังคม ไม่ได้เหลือเอาไว้เก็บ ก่อนคิดฆ่าตัวตายที่เป็นข่าวช่วงที่ยังอยู่ในเรือนจำจึงบริจาคทุกอย่างหมด แม้กระทั่งเสื้อผ้า รถตู้คอนเทนเนอร์บรรทุกจากตึกช้างไป 4 คัน ไปที่โรงพยาบาลมะเร็งลพบุรี

ทำไมบริจาคหมด? ก็ต้องบอกตรงๆว่า พอจะตายแล้วจะเก็บเอาไว้ทำไม

แล้วก็มาถึงวันที่ออกจากคุก สิ่งที่กลับมาจากการให้เสื้อตัวที่ใส่วันนี้ สายเอี๊ยม ไปเยี่ยมโรงเรียนต่างๆ ภาพที่เห็นผู้คนให้การต้อนรับ เป็นความภูมิใจที่ต้องให้นึกถึง นี่แหละคนที่ถูกเรียกว่า “คนชั่ว” “คนขี้คุก”

ไหนๆก็ได้คุยกันแบบเปิดใจ สกู๊ปหน้า 1 ขอถามประเด็นสุดท้าย “พุทธพาณิชย์” กับ “พระพาณิชย์” อะไรทำร้ายสังคมมากน้อยไปกว่ากัน?

ก่อนจะตอบคำถามนี้ เสี่ยอู๊ดขอแย้งคำว่า “พุทธพาณิชย์” เสี่ยอู๊ดอธิบายว่า บริษัทผมวัตถุประสงค์เพื่ออะไร บริษัทผมเป็นบริษัทที่รับออกแบบผลิตเหรียญที่ระลึกและพระเครื่องรุ่นดัง

ถ้าคุณบอกว่าพุทธพาณิชย์ไม่ดี แล้วทุกวันนี้ทำกันมากมาย ไม่ใช่พุทธพาณิชย์หรอก แต่เป็นอนุสรณ์อย่างหนึ่ง เป็นวัตถุพยานอย่างหนึ่ง ถ้าเป็นพุทธพาณิชย์หรือเห็นแค่ประโยชน์ในเรื่องนี้จริงคุณก็ต้องได้ยินว่า เสี่ยอู๊ดสร้างจตุคามรามเทพ

“ผมไม่ทำ เพราะทำแล้ว ทำให้คนโง่” เสี่ยอู๊ด ว่า “สร้างพระเป็นอนุสรณ์ให้เตือนสติ เห็นพระพุทธรูปก็ระลึกถึงคำสอนพระพุทธเจ้าเป็นวัตถุธรรม”

พระที่สร้างทุกรุ่น มีข้อสำคัญที่ต้องยืนยันคือ หนึ่ง...จะต้องเป็นพระพุทธรูป สอง...ต้องมีปริศนาธรรมสอนไว้ อย่างสร้างเหรียญแม่ก็เพื่อให้ลูกๆระลึกถึงแม่ ห้อยคอเตือนสติ สร้างหลวงพ่อเงินรุ่นทรงเจริญใต้ฐานตอกเลขมงคล 38 เลขเอาไว้ หมายถึงมงคล 38 ประการ ไม่คบคนชั่ว ไม่คบคนพาล ฯลฯ

“สร้างพระต้องเป็นอนุสรณ์ ไม่ใช่สร้างแล้วไม่เป็นอนุสรณ์ก็ไม่สามารถจะทำการให้สอนคนได้ เพราะคำว่าพุทธ...แปลว่ารู้ ศาสน...แปลว่าสอน สร้างพุทธมาแล้วต้องสอนได้ ไม่ได้แปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ก็ได้สักธรรมขันธ์หนึ่งก็ยังเอา”

แสดงว่ามุมคิดไม่ได้สร้างพระเพื่อเอาเงิน เสี่ยอู๊ด อธิบายว่า ถ้าคนดีก็ต้องคิดในมุมที่ดี ถ้าคนโลภก็มองแต่ในเรื่องโลภๆ คนที่ทำอย่างผมที่มองกันแค่เปลือกอาจคิดว่าทำเพื่อเงิน แต่ผมทำตรงกันข้ามสร้างพระ

ทุกรุ่นไม่ได้มองเงินเป็นวัตถุประสงค์ เวลาสร้างพระยึด 3 ประการ ประวัติศาสตร์  คงซึ่งพุทธศิลป์ ถึงจะไม่ได้ก็ต้องได้ความสุขตาสุขใจคนเห็นแล้วมีความสุข และสามวัตถุประสงค์ เอาเงินที่ได้ไปทำอะไร สร้างทุกรุ่นเห็นเป็นรูปธรรมหมด

ไม่ใช่ทำพระแล้วก็ได้พระ ได้เงิน อย่างนั้น... “บ้า”

ส่วนคำตอบในคำถาม เสี่ยอู๊ด บอกว่า คนที่น่ากลัวไม่ได้อยู่ที่คนทำพระเป็นพุทธพาณิชย์ หรือพระที่ทำตัวเป็นพุทธพาณิชย์...แต่คนที่น่ากลัวที่สุดคือคนที่ไปลุ่มหลง และยึดติดแต่พาณิชย์ของพุทธนั้นๆ เพราะตัวคุณกำลังเป็นบุคคลที่ถูกจูงจมูก...“อะไรล่ะครับที่มีคนจูงจมูก

ออกไปกลางทุ่งนา”

พื้นฐานของคนไทย สังคมไทยไม่สอนให้คนมีปัญญา ไม่สอนให้คนรู้ในสิ่งที่ถูก ปลูกฝังให้งมงาย...งมงายทุกเรื่องเพื่อที่ได้ควบคุมง่าย จริงๆแล้วต้องทำให้คนมีปัญญา

“ปัญญา” คือรู้ในสิ่งที่ดี รู้ในสิ่งที่ถูก ดำรงชีวิตในสิ่งที่ถูกต้อง แล้วจะไม่เชื่อในสิ่งที่รู้ เห็น ฟังมาง่ายๆ ต้องใช้ปัญญาคิดหน่อย ฉะนั้น “พุทธพาณิชย์” กับ “พระพาณิชย์” ไม่น่ากลัว ที่น่ากลัวคือ ศาสนพาณิชย์ ศาสนิกชน...ไม่มีปัญญา.

โหวตข่าวนี้