advertisement

ดาบอาญาสิทธิ์ฟันเหล้า-บุหรี่

โดย 30 มี.ค. 2556 05:00

ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) รายงานสถานการณ์การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และผลกระทบในประเทศไทย ปี 2556 สะท้อนว่า...ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ร้านขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้นกว่า 120,000 ร้าน...ทำให้การเข้าถึงการบริโภคได้ง่าย

ปี 2554 คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป โดยเฉลี่ยมีการดื่มแอลกอฮอล์คิดเป็น 7.1 ลิตรของแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ต่อคนต่อปี หรือเท่ากับการดื่มสุรากลั่นประมาณ 18 กลม เบียร์ 61 ขวดใหญ่ และไวน์ 1 ขวดรวมกัน

พิจารณาสัดส่วนประชากร พบว่าเพศชาย...โดยเฉพาะผู้ใหญ่ วัยสูงอายุ มีอัตราการดื่มลดลง และมีประชากรที่เคยดื่มสุรา...เลิกดื่มได้เพิ่มขึ้น 2.6 ล้านคน

ข้อมูลที่น่าสนใจ ประชาชนหญิงและกลุ่มวัยรุ่นมีอัตราการดื่มเพิ่มขึ้น เฉลี่ยร้อยละ 1 ต่อปี และยังพบว่ากลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้ ต่ำที่สุด มีค่าใช้จ่ายเพื่อซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มมากที่สุด สวนทางกับครัวเรือนที่รายได้ดีกว่ามีทิศทางจะจ่ายในสัดส่วนที่ลดลง

นพ.ทักษพล ธรรมรังสี ผอ.ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา บอกว่า อัตราการดื่มที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งเป็นผลจากการทำการตลาดอย่างหนักของอุตสาห– กรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่เปลี่ยนจากสื่อหลักโดยโฆษณาทางทีวี วิทยุ ไปสู่สื่อในพื้นที่ โฆษณาผ่านสื่อออนไลน์ เครือข่ายสังคม และการโฆษณา ณ จุดขาย

ประเด็นสำคัญมีว่า แม้ผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนจะลดลง แต่ระดับความรุนแรงของคดีอุบัติเหตุมีเพิ่มขึ้น...เมื่อดูจากการเสียชีวิตและการบาดเจ็บสาหัส ในปี 54 ยังพบว่าสุราเป็นสาเหตุการตาย 1 ใน 3 ของคดีอุบัติเหตุ...โดยช่วงเทศกาลจะเพิ่มเป็นอันดับ 1 โดยพบว่า 3 ใน 5 หรือร้อยละ 70 ของอุบัติเหตุที่เกิดในช่วงเทศกาล มีปริมาณแอลกอฮอล์ในกระแสเลือดมากกว่าที่กฎหมายกำหนดมากถึง 200 มิลลิกรัม

จากปัญหา “สุรา” มาถึงเรื่อง “บุหรี่” กรณีเพิ่มเตือนภัยบนซองบุหรี่ เพื่อลดจำนวนผู้สูบในอนาคตอันใกล้นี้ ประเทศไทยกำลังจะกลายเป็นประเทศที่มีพื้นที่เกี่ยวกับคำเตือนและภาพพิษภัยที่ซองบุหรี่ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

การผลักดันของเครือข่าย 20 องค์กร และมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ จนนำไปสู่การเตรียมการออกเป็นประกาศของกระทรวงสาธารณสุข ที่ต้องขยายขนาด ข้อความคำเตือน และรูปภาพเกี่ยวกับพิษภัยที่ซองบุหรี่ให้ใหญ่ขึ้น จากเดิม 55 เปอร์เซ็นต์ เป็น 85 เปอร์เซ็นต์

ตัวเลขจากโรงงานยาสูบ หน่วยงานของรัฐที่ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของรัฐอย่างเคร่งครัด ทั้งเรื่องการเพิ่มพื้นที่ ข้อความคำเตือน และรูปภาพเกี่ยวกับพิษภัยที่ซองบุหรี่ สะท้อนภาพรวมตลาดบุหรี่ไทยในปัจจุบัน แบ่งออกเป็น 4 ประเภทใหญ่ๆคือ...

บุหรี่ที่ผลิตจากโรงงานยาสูบ บุหรี่ต่างประเทศนำเข้า บุหรี่ผิดกฎหมายหนีภาษี และสุดท้ายบุหรี่ที่เป็นใบยานำมามวนเอง

นับตั้งแต่ปี 2535 ปีที่มีร่าง พ.ร.บ.ควบคุมยาสูบ เป็นที่มาของคณะกรรมการควบคุมยาสูบ ตัวเลขบุหรี่ไทย (ผลิตโดยโรงงานยาสูบ) ลดลงประมาณปีละ 1% ขณะที่ตลาดในภาพรวมโตขึ้นปีละประมาณ 2%

เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆอย่างจีน หรือแม้แต่ในประเทศกลุ่มอาเซียนมีตัวเลขเติบโตถึง 2 หลัก ถือว่าประเทศไทยมีอัตราการเติบโตน้อยมาก และสะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของกฎหมายฉบับนี้

ต่อศักดิ์ โชติมงคล ผู้อำนวยการโรงงานยาสูบ บอกว่า ทุกครั้ง ที่มีการออกกฎต่างๆจากทางภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการขึ้นอัตราภาษี หรือมาตรการควบคุมที่มีนัยสำคัญก็จะส่งผลกระทบทันทีต่อตัวเลขและสัดส่วนตลาดของบุหรี่ทั้ง 4 ประเภท ที่มีสัดส่วนลดหลั่นกันไป

แต่ปัญหามีว่า...โรงงานยาสูบกลับมีผลกระทบทางลบทุกครั้ง

ต่อศักดิ์ บอกว่า การออกรูปแบบซองที่มีคำเตือนและภาพในสัดส่วน 55 เปอร์เซ็นต์...ของซองบุหรี่เมื่อ 8 ปีที่แล้ว ในทางสถิติที่พบ... มีผลในช่วงแรกๆเพียงเล็กน้อยหรือแทบไม่ได้มีผลเลยต่อการลดลงของยอดขายบุหรี่

เพราะหลังจากนั้นไม่นานตัวเลขยอดขายก็กลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม แต่สิ่งที่ตามมาคือสัดส่วนของตัวเลขตลาดรวมที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการเติบโตของบุหรี่ประเภทหนีภาษี และบุหรี่ประเภทมวนเอง ที่เติบโตขึ้นมาอย่างน่ากลัว

ส่วนแบ่งตลาดปัจจุบัน บุหรี่ไทยที่ผลิตจากโรงงานยาสูบ มีสัดส่วนอยู่ที่ 33% บุหรี่ต่างประเทศ (ถูกกฎหมาย) อยู่ที่ 12% ส่วนบุหรี่หนีภาษีอยู่ที่ 10% ขณะที่บุหรี่ประเภทสุดท้ายคือบุหรี่มวนเองมีสัดส่วนสูงถึง 45%

ขณะที่ผลจากมาตรการที่ออกมาก่อนหน้านี้เกี่ยวกับการควบคุมยาสูบในส่วนของภาษี ยิ่งกระตุ้นให้กระบวนการผลิตของบุหรี่มวนเองมีขนาดใหญ่กว่าโรงงานยาสูบ ...ถ้าคิดจากน้ำหนักของใบยา จะพบว่าบุหรี่มวนเองใช้ใบยาสูงถึงกว่าปีละ 40 ล้านกิโลกรัม ส่วนโรงงานยาสูบใช้เพียง 30 ล้านกิโลกรัมต่อปีเท่านั้น

ต่อศักดิ์ ย้ำว่า จากตัวเลขที่แสดงให้เห็นทางสถิติ มองได้ว่าที่ผ่านมา ยิ่งมีการออกมาตรการในการควบคุมยาสูบมากเท่าไหร่ “กลุ่มบุหรี่นอกกฎหมาย” และ “กลุ่มบุหรี่มวนเอง” ยิ่งโตมากขึ้นเท่านั้น

ฉะนั้น การออกมาตรการใหม่อย่างข้อความคำเตือน  และรูปภาพเกี่ยวกับพิษภัยที่ซองบุหรี่ เพิ่มจาก 55% เป็น 85%...ก็จะมีผลไม่ต่างกัน ไปกระตุ้นพฤติกรรมคนสูบบุหรี่ให้หนีหันไปหาบุหรี่ผิดกฎหมายและบุหรี่มวนเองมากขึ้น

นอกจากนี้  จากต้นทุนที่ต้องเพิ่มขึ้นของการจัดพิมพ์ซองใหม่ แน่นอนว่าต้องมีผลต่อราคาบุหรี่ในอนาคต และจากรูปลักษณ์ของแพ็กเกจจิ้งที่แทบไม่เหลือพื้นที่สำหรับแบรนด์บุหรี่ที่ผลิตในไทย ซึ่งอาจเป็นการไปสร้างช่องทางให้รู้จักกับบุหรี่ผิดกฎหมายและบุหรี่มวนเองมากยิ่งขึ้น

“ต้องไม่ลืมว่าบุหรี่ทั้งสองประเภทหลัง ไม่มีการกำหนดส่วนผสม ไม่มีการกำหนดอายุของผู้ซื้อ ซึ่งบุหรี่ในกลุ่มนี้มีผลทำลายสุขภาพ ก่อให้เกิดกลุ่มผู้สูบหน้าใหม่มากกว่าบุหรี่ที่ผลิตจากโรงงานยาสูบชัดเจน... แนวโน้มที่เกิดขึ้นนี้ สัดส่วนเดิมที่บุหรี่ทั้งสองกลุ่มมีส่วนแบ่งทางการตลาดรวมกันอยู่ที่เกือบ 60 เปอร์เซ็นต์ หากมีมาตรการที่มีผลกระทบโดยตรงต่อบุหรี่จากโรงงานยาสูบ ตัวเลขอาจเพิ่มขึ้นสูงไปถึง 80 เปอร์เซ็นต์”

ส่วน “บุหรี่นำเข้า” คงไม่ต้องพูดถึง เพราะมองจากยอดขายบุหรี่ในจังหวัดตามแนวชายแดนโดยเฉพาะในจังหวัดทางภาคใต้ซึ่งยอดขายบุหรี่ไทยต่ำมาก ทำให้ตลาดบุหรี่นำเข้าแบบผิดกฎหมายเป็นที่นิยม ครองแชมป์สัดส่วนยอดขายในพื้นที่มาตลอด โดยเฉพาะเมื่อกระบวนการปราบปรามของภาครัฐไม่เข้มข้นพอ

สะท้อนได้จากผู้ค้าบุหรี่ชายแดน อ.สะเดา จ.สงขลา ที่เปิดเผยว่า การมีข้อความคำเตือนและภาพพิษภัยบนซองบุหรี่ที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่มีผลกับยอดขายบุหรี่ เพราะผู้ซื้อไม่ได้ให้ความสำคัญมากนัก ทำให้ยอดขายปกติ

“แต่...ที่ไม่ปกติ กลุ่มผู้ซื้อหันไปซื้อบุหรี่หนีภาษีมากขึ้น ...ทันทีที่ซองบุหรี่ในประเทศมีรูปร่างหน้าตาที่น่าเกลียด น่ากลัวมากเท่าใด บุหรี่นอกหนีภาษีก็จะยิ่งขายดี เพราะมีโลโก้ มีแบรนด์ชัดเจน โก้เก๋สำหรับการพกพา”

ปัญหาสุราเชื่อมโยงมาถึงบุหรี่...สะท้อนประเด็นคู่ขนาน มาตรการโหมรณรงค์ ลด ละ เลิก ที่วาดหวังกันว่าจะได้ผล อาจจะต้องปรับเปลี่ยนให้รอบคอบ รอบด้านมากขึ้น เสมือนเหรียญซึ่งมีสองด้าน พลิกด้านหนึ่งก็ปิดอีกด้านหนึ่งเอาไว้ บางครั้งการแก้ปัญหาที่ทำไปก็อาจเป็นเพียงแค่เรื่อง... “ทำไปเสียเปล่า”.

โหวตข่าวนี้