advertisement

เตือนขุดทองสวีเดน ฝันค้างคู่แข่งเยอะ

โดย 11 ก.ค. 2555 05:00

ฤดูการเก็บลูกเบอร์รี่กำลังเริ่มแล้ว

แรงงานไทยเตรียมตัวเหินหาวไปประเทศสวีเดน เพื่อเก็บผลเบอร์รี่ในป่าท่ามกลางความหนาวเหน็บ การเดินทางขาไป ล้วนเต็มไปด้วยความฝันว่า จะโกยเงินกลับบ้าน แต่ขากลับไม่แน่ว่า ความฝันจะเป็นจริงได้แค่ไหน เพราะมีเหตุและปัจจัยหลายประการเป็นตัวแปร

มุมของนายธนรัตน์ ธนพุทธิ เอกอัครราชทูตไทยประจำ ณ กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน เตือนแรงงานไทยที่จะเดินทางเข้าไปเก็บลูกเบอร์รี่ ปี พ.ศ.2555 ว่า ปีนี้เนื่องจากอากาศไม่ดีนัก ไม่แน่ใจนักว่าผลเบอร์รี่ในป่าจะออกมากเหมือนปีที่ผ่านๆมา อยากให้แรงงานไทยที่กำลังจะเดินทางเข้าประเทศสวีเดน มีความรอบคอบในการตัดสินใจ

“อยากให้ระวังเรื่องนายหน้า และผู้ว่าจ้างให้ดี เพราะผลที่ได้รับอาจไม่เหมือนบางปีที่ผ่านมา”

ปัญหาเรื่องค่านายหน้าแพง ค่าเบี้ยบ้ายรายทางที่เก็บกินจากแรงงานไทยมากเกินไป ยังเป็นปัญหาใหญ่ที่กรมแรงงานต้องดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะเคยตกเป็นข่าวดังไปทั่วโลกเมื่อปี พ.ศ.2553 ว่า บริษัทแห่งหนึ่งของสวีเดนที่นำคนไทยเข้าไปเก็บผลเบอร์รี่ แล้วเบี้ยวค่าแรงงาน ทำให้คนไทยต้องรับชะตากรรมในต่างแดนถึง 195 คน

แว่วว่า แรงงานไทยผู้ต้องชะตากรรมต้องจ่ายค่านายหน้าคนละ 150,000 บาท

ต้นเบอร์รี่เป็นพืชล้มลุก ขึ้นอยู่ทั่วไปในป่าทางเหนือของประเทศสวีเดน และมีในประเทศใกล้เคียง เป็นพืชป่าที่ทางการสวีเดนไม่หวงห้าม ใครจะเก็บเอาไปค้าขายอย่างไรก็ได้ การเก็บเริ่มประมาณปลายเดือนกรกฎาคม สิงหาคม และไปเบาบางในเดือนกันยายน ช่วงเวลาเก็บจริงๆประมาณ 2 เดือนครึ่ง

ผลเบอร์รี่นั้น สามารถนำเอาไปทำแยม เครื่องสำอาง และประกอบอาหารได้หลายประเภท แม้กระทั่งแต้มแต่งหน้าไอศกรีม

แรงงานไทยเมื่อเก็บได้แล้ว มักอยู่ในสัญญากับนายจ้างที่นำพาเข้าไปว่า ต้องขายให้นายจ้างเพียงคนเดียวเท่านั้น จะนำไปขายให้เจ้าอื่นไม่ได้ เมื่อปี พ.ศ.2554 ที่ผ่านมา มีแรงงานไทยแหกกฎ เลยถูกไล่ออกจากแคมป์คนงาน ทำให้เดือดร้อนเรื่องการเดินทางกลับประเทศ
“เราต้องดูแลแรงงานไทยทั้งหมด กว่าจะจัดส่งได้เรียบร้อยก็ต้องใช้เวลาไม่น้อย” เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงสตอกโฮล์มบอก

ผู้นำแรงงานไทยเข้าไปเก็บผลเบอร์รี่ บอกว่า “ผลเบอร์รี่ทั้งหมด ในประเทศสวีเดน เมืองอูเมียวของเรามีมากถึง 20 เปอร์เซ็นต์” Mr. Dennis บอก

Mr.Dennis Westerlund เจ้าของบริษัทนำเข้าแรงงานไทยรายใหญ่ ฉายภาพการเก็บผลเบอร์รี่ในเมืองอูเมียว ท่ามกลางคณะกรมการกงสุลไทย นำโดยนายสุรพล เพชรวา ที่เดินทางเข้าไปดูสถานที่เก็บเบอร์รี่ และสภาพที่พักของแรงงานไทย

เมืองอูเมียว (UMEA) หลังจากนั่งเครื่องบินจากสุวรรณภูมิไปนับ 10 ชม. ลงที่กรุงสตอกโฮล์มแล้ว ต้องนั่งเครื่องต่อไปอีกประมาณ 1 ชม. ขณะที่ถ้านั่งรถยนต์ไปต้องใช้เวลาประมาณ 10 ชม.

เมื่อลงเครื่องที่สนามบินเมืองอูเมียว ต้องนั่งรถยนต์ต่อไปอีกประมาณ 120 กม. ก็ถึงเขตลิกเซเล ย่านนี้มีแคมป์คนงานไทยขนาดใหญ่ของนายเดนนิส “คนงานของผมจะมาถึงประมาณวันที่ 15 กรกฎาคมนี้ ปีนี้ต้องการแรงงานประมาณ 5,200 คน แต่บริษัทผมรับ 1,300 คน”

นายเดนนิสอธิบายอยู่หน้าแคมป์คนงานของเขา ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปจากถนนหลักนับ 10 กม. เมื่อรถเลี้ยวเข้าไปจอดในลานกว้าง ด้านหนึ่งเป็นอาคารขนาดใหญ่ เคยเป็นโรงเรียนระดับอนุบาลมาก่อน เห็นได้จากป้ายหน้าอาคาร ภาพการ์ตูนน้อยใหญ่ สีสันเตะตาประดับฝาผนัง และคำบอกเล่าของผู้นำพา

ภายในอาคารเรียน แต่ละห้องเต็มไปด้วยเตียง 2 ชั้น รายเรียงอยู่เป็นระดับ มีผ้าห่ม หมอน และผ้าปูที่นอนกระจัดกระจาย รอการเก็บกวาดและนำไปซักเพื่อรองรับฤดูการใหม่มาเยือน เดินเข้าไปสำรวจอย่างพินิจ หัวเตียงบางเตียงมีหนังสติ๊กยิงนกวางอยู่

จุดบริการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นห้องน้ำ ห้องนอน ห้องเก็บของ มีป้ายพิมพ์ด้วยอักษรไทยตัวเขื่อง เพื่อเตือนให้แรงงานไทยอยู่ในระเบียบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสูบบุหรี่ให้เป็นที่ การเก็บข้าวของให้เป็นที่ เรื่อยไปจนถึงป้ายเตือนมิให้นำผลเบอร์รี่ไปขายให้คนบริษัทรับซื้ออื่นๆ

นอกอาคารยังมีบ้านสำเร็จรูปหลังเล็กๆหลายสิบหลัง ภายในมีเตียงสองชั้นตั้งอยู่เช่นกัน แรงงานทุกคน สหภาพแรงงานสวีเดนให้บริษัทที่รับเข้ามาประกันรายได้ให้เดือนละ 17,000 โครน หรือประมาณ  85,000 บาท

เรื่องค่าใช้จ่าย นายเดนนิสบอกว่า บริษัทของตนมีอยู่ใน ประเทศไทย รับแรงงานเข้ามาโดยตรง เก็บคนละ 75,000 บาท เงินจำนวนนี้เป็นค่าจัดทำเอกสาร ค่าดำเนินการเพื่อการเดินทาง ตั๋วเครื่องบินไปกลับ และค่าเดินทางถึงแคมป์
เมื่อคนงานมาถึง ทางบริษัทมีที่พักให้ และจัดหาอาหารให้ทั้ง 3 มื้อ สองอย่างนี้คิดเป็นรายตัว คนละ 185 โครน หรือประมาณ 925 บาทต่อวัน

รายได้ของแรงงานขึ้นอยู่กับความขยัน “คนมีรายได้สูงสุดเท่าที่ผ่านมา ได้ห้าแสนบาทต่อหนึ่งฤดูกาล คนปกติได้ประมาณ 4 แสน ถ้ามาแล้วป่วยทำงานไม่ได้ หรือทำงานได้น้อย ก็ได้ค่าจ้างตามที่สหภาพแรงงานประกันไว้” นายเดนนิสบอก

เมื่อถามถึงปัญหาแรงงานไทยในแคมป์ นายเดนนิสบอกว่า  ประการแรกคนไทยชอบดื่มเหล้า บางคนดื่มแล้วควบคุมไม่ได้ ก็ต้องส่งกลับ ประการที่สอง ชอบเล่นการพนัน ประการที่สาม บางคนแอบขายผลไม้ป่าที่เก็บได้ ซึ่งผิดกฎของบริษัท ต้องไล่ออก เมื่อปี พ.ศ.2554 ที่ผ่านมาถูกไล่ออกไป 5 คน

อีกประการหนึ่งไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นความต้องการของแรงงานไทยคือ คนไทยต้องการเงินสด เมื่อได้เงินสดมาก็ไปแลกกับธนาคาร ทำให้ต้องเสียค่าส่วนต่าง ค่าภาษีซ้ำซ้อน ทำให้ค่าแรงงานที่ได้ลดลงไป ตามระบบแล้ว บริษัทต้องการโอนเงินเข้าบัญชีให้เบิกในประเทศไทยได้เลย

คณะของกรมการกงสุล หลังพบกับบริษัทจ้างแรงงานไทย และดูที่พักคนงานไทยแล้ว ก็กลับเข้าเมืองอูเมียว เพื่อหารือกับเจ้าหน้าที่คอมมูน ผู้ดูแลเรื่องสหภาพแรงงาน

เจ้าหน้าที่บอกว่า รู้สึกเห็นใจคนไทยที่เดินทางมาแล้วมีปัญหาเกิดขึ้น เมื่อเกิดเหตุการณ์ ได้เข้าไปช่วยเหลือด้วยมนุษยธรรม ได้ประสานงานกับสถานทูตไทย ซึ่งจริงๆแล้วสหภาพจะช่วยเฉพาะคนที่เป็นสมาชิก
เท่านั้น

การเดินทางไปเก็บผลเบอร์รี่ แม้จะเก็บได้ในป่ากว้างใหญ่ รายได้ในปีที่ผ่านๆมา บางคนทำรายได้เรือน 100,000 บาท แต่ต้องไม่ลืมว่า แรงงานนอกจากเดินทางไปจากประเทศไทยแล้ว ยังมีประเทศอื่นๆอย่างเวียดนาม โปแลนด์ เข้าไปแบ่งรายได้ด้วย

ดังนั้น ความเสี่ยงในแต่ละปี นอกจากเรื่องผลผลิตเบอร์รี่แล้ว ยังรวมส่วนแบ่งจากแรงงานประเทศอื่นๆอีกด้วย.

โหวตข่าวนี้