รู้เขา รู้เรา…รบร้อยครั้ง ชนะ ร้อยครั้งอมตะการยุทธ์จากตำราพิชัยสงครามของซุนวู ไม่เพียงใช้ได้ดีในการทำศึกสงครามทางการทหารเท่านั้น ยังใช้ได้ดีกับทุกธุรกิจการงาน ยิ่งสงครามเศรษฐกิจ ที่เปลี่ยนผ่านไปอย่างรวดเร็วในยุคนี้ ศิลปะการยุทธ์ของซุนวู ยิ่งจำต้องรู้เขา รู้เรา มากยิ่งขึ้น
เหลือเวลาอีกแค่ 2 ปีครึ่ง จะถึงวันที่ 1 มกราคม 2558...10 ชาติสมาชิกอาเซียน จะรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (Asean Economics Community-AEC) อย่างสมบูรณ์
ก่อนวันปีใหม่ 2558 จะมาถึง...มีคำถามว่าวันนี้ เรารู้ตัวเองมากแค่ไหน


วันนี้หลายคนคงได้ยินสปอตโฆษณาของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ส่ง “มาดี” เจ้าหน้าที่สวมเสื้อสีส้มกว่า 1,300 คน ออกสัมภาษณ์เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ประกอบการทั่วประเทศ ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม เพื่อทำสำมะโนธุรกิจและอุตสาหกรรม 2555
ฟังแล้วอาจจะรู้สึกเฉยๆ เพราะเราได้ยินคำว่า สำมะโนของสำนักงานสถิติแห่งชาติมาบ่อย โดยเฉพาะคำว่า สำมะโนประชากร
แต่การสำมะโนธุรกิจและอุตสาหกรรม 2555 ที่กำลังเกิดขึ้น...ไม่เหมือนที่ผ่านมา
“การสำมะโนซึ่งเป็นการเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศทุก 10 ปีมีอยู่ 4 โครงการ ได้แก่ สำมะโนประชากรและเคหะ สำมะโนการเกษตร สำมะโนธุรกิจ และสำมะโนอุตสาหกรรม


วิบูลย์ทัต
ส่วนอีกเหตุผลมาจากคำเสนอแนะของสหประชาชาติ ที่ประเทศพัฒนาแล้วจะทำสำมะโนประเภทนี้กันทุก 5 ปี หรือ 3 ปี แม้เราจะเป็นประเทศที่กำลังพัฒนา แต่ภาวะเศรษฐกิจของไทยอยู่ในช่วงที่มีการเปลี่ยนผ่านเร็วมาก จะทำทุก 10 ปีเหมือนเดิม คงจะได้ข้อมูลไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
ดังนั้น หน่วยงานหลัก ไม่ว่ากระทรวงอุตสาหกรรม ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงพาณิชย์ และสภาพัฒน์ฯ เห็นว่าการทำสำมะโนอุตสาหกรรมทุก 10 ปีนานเกินไป จึงขอให้สำนักงานสถิติแห่งชาติ ทำสำมะโนอุตสาหกรรมทุก 5 ปี และบังเอิญการสำมะโนธุรกิจครั้งสุดท้ายปี 2545 ครบ 10 ปีในปีนี้พอดี เมื่อเหตุการณ์ประจวบเหมาะอย่างนี้ จึงนำมาการสำมะโนสองอย่างมารวมทำไปพร้อมๆกัน”
นายวิบูลย์ทัต สุทันธนกิตติ์ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) เล่าถึงที่มาของการสำมะโนครั้งแรก ทั้งในเรื่องทำสำมะโนสองอย่างมารวมกัน และร่นระยะเวลาการทำสำมะโนแต่ละครั้งให้กระชั้นขึ้นเพื่อเราจะได้รู้ข้อมูลของตัวเองถูกต้องกับความเป็นจริงมากขึ้น
เพราะข้อมูลการสำมะโนที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า ล้าหลังไม่ทันสมัย


เปรียบกับยุคสมัยแล้ว ต้องบอกว่า...ไม่อัพเดต
ที่สำคัญเหนืออื่นใด ผอ.สสช. บอกว่า การทำสำมะโนสองอย่างพร้อมกันครั้งนี้จะเป็นการเก็บข้อมูลที่ต่างไปจากทุกครั้ง
ปีที่ผ่านมา มีการเก็บรวบรวมข้อมูลพื้นฐานผู้ประกอบการธุรกิจและอุตสาหกรรมทั่วประเทศ ในแบบ “การนับจด”...ทำให้เห็นภาพกว้าง ประเทศไทยมีสถานประกอบการทั้งหมด 2,254,809 แห่ง
มีผู้ประกอบการแต่ละประเภทกี่ราย ธุรกิจขายปลีกมีสัดส่วนมากที่สุด 35.7%, การผลิต 18.7%, ที่พักแรม บริการอาหารและเครื่องดื่ม 12.7%, การขายส่งและขายปลีก การซ่อมแซมยานยนต์และจักรยานยนต์ 7%, อสังหาริมทรัพย์ 4.1%, ขายส่ง 3.8%
สถานประกอบการขนาดเล็กที่มีคนทำงาน 1-15 คน มีสัดส่วนมากถึง 97%...สถานประกอบการขนาดใหญ่มีคนทำงานตั้งแต่ 16 คนขึ้นไป มีเพียง 3% เท่านั้นเอง
และในสถานประกอบการมีคนทำงานทั้งหมด 10.2 ล้านคน...คนทำงานส่วนใหญ่ 46.4% อยู่ในสถานประกอบการที่มีคนทำงาน 1-15 คน
รองลงไปคนทำงาน 29.3% อยู่ในสถานประกอบการมีคนทำงานตั้งแต่ 200 คนขึ้นไป, 13% อยู่ในสถานประกอบการขนาด 51-200 คน, 4.8% อยู่ในสถานประกอบการขนาด 16-25 คน
4.7% อยู่ในสถานประกอบการขนาด 31-50 คน และอีก 1.8% อยู่ในสถานประกอบการขนาด 26-30 คน
“ส่วนในปีนี้เป็นการเก็บข้อมูลแบบ “การแจงนับ” เก็บข้อมูลรายละเอียดการประกอบการมากกว่าเดิม เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครอบคลุมรอบด้านมากขึ้น ข้อมูลที่ได้ในการสำมะโนครั้งนี้จะทำให้เรารู้ศักยภาพของตัวเราได้ละเอียดครบทุกมุมมากขึ้น ได้รู้ถึงสภาวะของธุรกิจการค้า การบริการ อุตสาหกรรม และการจ้างงาน”
ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นเสมือนเข็มทิศเศรษฐกิจของประเทศ ที่ภาครัฐสามารถนำมาใช้วางแผนกำหนดทิศทางในการขับเคลื่อนธุรกิจและอุตสาหกรรมของประเทศ ให้ไปในทิศทางที่เหมาะสม...แต่การทำอย่างนั้นได้จะต้องอาศัยข้อมูลที่ครบถ้วน ถูกต้อง และแม่นยำ
แต่ถ้าเราขาดข้อมูล ได้ข้อมูลไม่ถูกต้อง การพัฒนาประเทศจะไร้ทิศทาง การกำหนดนโยบายของรัฐบาลจะผิดพลาด นั่นหมายถึง การขับเคลื่อนในทุกด้านจะไร้พลัง ขาดประสิทธิภาพ และในที่สุดก็จะเป็นการเสียโอกาสในการพัฒนาประเทศและแข่งขันกับต่างประเทศ
ไม่เพียงแต่ภาครัฐจะได้ใช้ประโยชน์จากสำมะโนนี้เท่านั้น ภาคเอกชนเองก็จะได้ประโยชน์ สามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการตัดสินใจในการค้าการลงทุน การขยายธุรกิจและต่อยอดการดำเนินกิจการได้ รวมทั้งการใช้เป็นข้อมูลเปรียบเทียบการประกอบกิจการในสาขาอื่นๆได้ เพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพ เสริมขีดความสามารถการแข่งขัน
ยิ่งการเปิด AEC ด้วยแล้ว ข้อมูลเหล่านี้จะเอื้อต่อการเตรียมความพร้อมของเราด้วย เพราะข้อมูลเหล่านี้จะทำให้เรารู้ตัวเองว่า มีอะไรอยู่แค่ไหน เท่าไร อะไรบ้างที่มีเพียงพอ ขาดเหลืออะไร จะเพิ่มเติมเสริมตรงไหนบ้าง เพื่อรับสถานการณ์ศึกสงครามเศรษฐกิจที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีก 2 ปีครึ่งข้างหน้า
นี่คือความสำคัญของการรู้เรา ที่ผู้ประกอบการจะต้องช่วยกันให้ข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อความอยู่รอด มั่งคั่ง มั่นคงของประเทศและตัวเอง และไม่ต้องห่วงว่าจะเป็นการสำรวจข้อมูลเพื่อเอาไปเก็บภาษีเพิ่ม หรือส่งเจ้าหน้าที่แรงงานมาเรียกเก็บผลประโยชน์แต่อย่างใด...เพราะสำนักงานสถิติแห่งชาติมีกฎหมายคุ้มครองข้อมูล
ผู้ใดนำไปเปิดเผยหรือเผยแพร่เป็นรายกิจการ มีโทษจำคุก 1 ปี หรือปรับ 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และการเก็บข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติไม่ใช่การตรวจสอบ ไม่เชื่อมโยงกับกฎหมายใดๆทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นสรรพากร หรือแรงงาน.




















