advertisement

วันข้าว–ชาวนา ปฏิวัติ! พ่อค้าข้าว

โดย 31 พ.ค. 2555 05:01

ชัยฤทธิ์

วันที่ 4-7 มิถุนายนนี้...กรมการข้าว ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มูลนิธิข้าวไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ธ.ก.ส. กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ จัดงาน...“วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ” ประจำปี 2555 ขึ้น ที่กรมการข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพฯ

เชิญร่วมชมงาน ความภาคภูมิใจของชาวนาไทย พร้อมสำนึกบุญคุณชาวนา... “60 ล้านคนกินข้าว 3 มื้อ ใครที่เลี้ยงเราอยู่ แล้วยังมีข้าวส่งออกไปขายปีละ 10 ล้านตัน ไปเลี้ยงคนของโลกได้อีก 90 ล้านคน รายได้จากข้าวส่งออกสองแสนล้านฯ ในประเทศอีกสองแสนกว่าล้านบาท...”

วันที่ 5 มิถุนายน ทุกปีเป็น...“วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ” ชัยฤทธิ์ ดำรงเกียรติ อธิบดีกรมการข้าว บอกว่า ปีนี้ความพิเศษอยู่ที่การแสดงถึงความร่วมมืออันแนบแน่นจากหลายหน่วยงาน

ความสำคัญของข้าว ให้รำลึกถึงเมื่อครั้งที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯศูนย์วิจัยข้าว 5-6 แห่ง จัดแสดงภาพถ่าย เคียว เก้าอี้ที่ประทับ ยานพาหนะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมอบให้ 30 กว่าปีแล้ว...“ทุกสิ่งทุกอย่างจะจัดรวมกันเป็นบ้านของพ่อและแม่ เพื่อให้เห็นภาพในหลวง ราชินี กับข้าวให้มากที่สุด”

ดังพระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรโครงการพัฒนาพื้นที่ บ้านโคกกูแว อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนราธิวาส พ.ศ.2536 ความตอนหนึ่งว่า...

“ข้าวต้องปลูก เพราะอีก 20 ปี ประชากรอาจจะ 80 ล้านคน ข้าวจะไม่พอ ถ้าลดการปลูกข้าวไปเรื่อยๆ ข้าวจะไม่พอ เราจะต้องซื้อข้าวจากต่างประเทศ เรื่องอะไรประชาชนคนไทยไม่ยอม คนไทยนี้ต้องมีข้าว แม้ข้าวที่ปลูกในเมืองไทยจะสู้ข้าวที่ปลูกในต่างประเทศไม่ได้ เราก็ต้องปลูก”

งานวันข้าวและชาวนา อาจไม่สะท้อนปัญหาหมักหมมซับซ้อนเกี่ยวกับข้าวไทย นับหนึ่ง...เรื่องเมล็ดพันธุ์ เวลาขาดแคลนเกิดวิกฤติภัยธรรมชาติ หากไม่โยนปัญหาความรับผิดชอบทั้งหมดมาที่กรมการข้าว

เมล็ดพันธุ์ต้องเกี่ยวโยงกับทุกภาคส่วน หมู่บ้านต้นแบบในการผลิตเมล็ดพันธุ์ ตำบลนางลือ จังหวัดชัยนาท ทำไมที่นี่สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ได้ตั้ง 40,000 ตัน ในหมู่บ้านเดียวแล้วยังส่งขายได้อีกด้วย

ปมสำคัญคือความร่วมมือร่วมใจ เอื้อเฟื้อซึ่งกันและกัน ในภาพใหญ่หากจังหวัดหนึ่งมีสักหนึ่งหมู่บ้านผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ถ้ามี 40 จังหวัด จังหวัดละ 40,000 ตัน เราจะมีเมล็ดพันธุ์ข้าวปลูกกว่าล้านตันเข้าไปแล้ว

“ความต้องการทั้งประเทศอยู่ที่ 1 ล้านตันเท่านั้น ถ้าเก็บไว้ใช้เองก็อยู่ราวๆ 6 แสนตัน ปัญหาเมล็ดพันธุ์ก็จะไม่เกิดขึ้นอีก สมเด็จพระเทพฯท่านทรงมีความห่วงใยเรื่องเมล็ดพันธุ์ข้าวมาก เวลาถวายรายงานต้องถามทุกที อย่างปีนี้เมล็ดพันธุ์ไม่พอ หรือไปปลูกแล้วคุณภาพก็ไม่ดี”

ชัยฤทธิ์ บอกว่า สมเด็จพระเทพฯท่านอยากให้มีการปลูกข้าวแล้วมีการปลูกพืชหลังนาเพื่อบำรุงดิน ท่านบอกว่าถ้าปล่อยให้เป็นสภาพแบบนี้ ใช้สารเคมีอย่างนี้ต่อไปดินจะเสียหายหมด วันข้าวและชาวนาปีนี้ สมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จฯเป็นองค์ประธานเปิดงาน
ใน วันที่ 6 มิถุนายน นี้ด้วย

ข้าวไทยมีหลากหลายสายพันธุ์ แบ่งตามกลุ่มนิเวศน์ น้ำท่วม น้ำแล้ง ที่สูง ที่ต่ำ แน่นอนว่าข้าวแต่ละพันธุ์มีความน่าสนใจ ความเหมาะสมแตกต่างกันไป เชื่อมโยงไปถึงระบบการปลูกข้าวที่มีความก้าวหน้า และการลดต้นทุนการผลิตที่ผ่านการพิสูจน์มาแล้วว่าได้ผลจริง พิสูจน์เชิงประจักษ์เป็นตัวเลขบัญชีรับ จ่าย

ข้าวไทยผ่านต้นน้ำมาถึงกลางน้ำ จะต้องไม่ลืมว่า สิ่งสำคัญคือการเชิดชูเกียรติชาวนาที่เป็นกระดูกสันหลังของชาติ แล้วก็มาถึงปลายน้ำก็เป็นเรื่องค้าๆขายๆ

อย่างข้าวเหนียวดำ...พันธุ์ลืมผัว ตลาดต้องการมาก เวลาบริโภคจะหอม นุ่ม เคี้ยวก็จะกรุบๆ เปลือกหนากินแล้วมัน แถมคุณค่าทางโภชนาการยังสูงกว่าพันธุ์อื่น ปัญหาคือต้องเร่งผลิตเมล็ดพันธุ์ออกมาให้มากที่สุด

“ราคา” เป็นปัจจัยสำคัญที่ชาวนาไทยจะยืนหยัดอยู่ได้ และถ้าชาวนาอยู่ได้ก็หมายถึงอนาคตข้าวไทย ไม่ว่าจะเป็นระบบจำนำหรือประกันราคา ที่มีคลื่นแทรกเอารัดเอาเปรียบ พ่อค้าทำนาบนหลังคน

ปัญหาข้าวเมืองไทยมุมมองแรก เกษตรกรไทยจะผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างไร สุดท้ายปลายทางจะจบอยู่ที่ตลาด อธิบดีกรมการข้าวคุยกับผู้รู้หลายท่านบอกตรงกันว่า...“ตราบใดที่ชาวนายังขายข้าวเป็นข้าวเปลือก เราไม่สามารถต่อสู้กับพ่อค้าคนกลางกับโรงสีได้เลย”

ทำอย่างไรที่จะสร้างกลุ่มชาวนาเข้มแข็ง อย่างน้อยที่สุดขายเป็นข้าวสาร แต่ถ้าจะให้ได้ราคาก็ต้องขายเป็นข้าวกล้อง และถ้าจะให้ได้ราคาสูงสองเท่า...สามเท่าตัว จะต้องขายเป็นข้าวอินทรีย์

“เกษตรกรจะต้องเริ่มหันมาสนใจในเรื่องการแปรรูป การสร้างมูลค่าเพิ่มให้มากขึ้น ส่งขายโดยตรงโรงสีก็จะไม่มีช่องเอาเปรียบชาวนาได้อีก” ชัยฤทธิ์ ว่า

กรมการข้าวดำเนินการไปแล้ว หมู่บ้านข้าวอินทรีย์ หมู่บ้านลดต้นทุนการผลิต เราเชื่อมโยงตลาดให้เบ็ดเสร็จ มีคนมารับซื้อถึงที่ ไม่ต่างกับข้าวสังข์หยด เริ่มกันที่กิโลกรัมละ 20 กว่าบาท พอทำแพ็กเกจจิ้ง ทำเป็นข้าวกล้อง ขายกิโลกรัมละ 40 กว่าบาท...60 บาท

พอเป็นข้าวอินทรีย์สังข์หยด ก็ขายตกกิโลกรัมละ 80 บาท ชาวนาก็มีความสุข

เหล่านี้คืออนาคตข้าวไทย ที่เป็นทางออกในวังวนยิ่งทำยิ่งจนของชาวนาไทย เพราะถ้าชาวนาปลูกข้าว...ขายแต่ข้าวเปลือก ถึงวันนี้ต้องยอมรับว่ายังมองไม่เห็นทางที่จะลืมตาอ้าปากได้

“มักพูดกันอยู่เสมอว่า เวลาเอาข้าวเปลือกไปขาย ไม่ว่าประกัน...จำนำเมื่อถึงโรงสีแล้วก็เหมือนผีถึงหลุม ไม่ฝังไม่ได้ ต้องโดนหักค่าความชื้น สิ่งเจือปน ตัดโน่นตัดนี่ยุบยับไปหมด ขายข้าวแทบไม่ได้ต้นทุนคืน”

ขายข้าวไม่ได้ราคาก็มีปัญหาย้อนกลับมาถึงเรื่องเทคโนโลยีการผลิตต้นน้ำ แรงจูงใจที่จะให้ชาวนาไทยพัฒนา ทุ่มเทในการผลิต เพราะมองแล้วไม่คุ้มทุน รายได้น้อย จะพัฒนาไปได้อย่างไร

วันนี้ปัญหาต้นทุนการผลิตข้าวชาวนาไทย เป็นเรื่องใหญ่มาก เราต้องแก้เรื่องต้นทุนให้ได้ พยายามย้ำมาตรการ 3 ลด...2 เพิ่ม ลดเมล็ดพันธุ์ ใช้แค่ไร่ละ 15–20 กิโลกรัม จากที่เคยใช้ 30–40 กิโลกรัม

อย่างน้อยๆ ต้นทุนลดแล้วไร่ละ 300 บาท

ลดที่สองกับสาม...ลดใช้สารเคมี กับปุ๋ยเคมี ใส่มากไป ใส่ไม่ถูกช่วงเวลาก็สูญเปล่า ใส่ผิดสูตร ชาวบ้านไม่มีความรู้ เจอพ่อค้าปุ๋ย เซลส์บริษัทยาเคมีแนะนำก็เชื่อตามคำโฆษณา

ส่วน 2 เพิ่มคือ เพิ่มการปลูกพืชคั่นเว้นวรรคฤดูทำนา เพื่อบำรุงดิน และจดบัญชีครัวเรือนจะได้รู้รายรับ รายจ่าย ส่วนต่างกำไร ขาดทุน นอกจากนี้ยังเชื่อมโยงถึง 2 ปฏิบัติ การบริหารจัดการน้ำ วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว เพราะสูญเสียมาก

“ในภาพใหญ่ภาคราชการความร่วมมือกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรฯจะต้องแนบแน่นมั่นคงแต่ที่อยากเห็นภาคเอกชนภาคการผลิตจะต้องเข้ามาร่วมมือมากขึ้น สุดท้ายภาคเกษตรกรต้องสร้างองค์กรชาวนาให้เข้มแข็ง ชาวนาเชื่อมกับชาวนาปัญหาที่เคยมีก็จะแก้ง่ายขึ้น ผนึกกำลังกันไม่ใช่ต่างคนต่างทำ”

อาชีพชาวนาจะอยู่คู่ประเทศไทยยาวนานแค่ไหน หรือชาวนาจะเป็นแค่ลูกจ้างนายทุน เพราะวันนี้ชาวนาลำบากเหน็ดเหนื่อยแสนสาหัส ที่สำคัญจะมีชาวนาสักกี่คนที่ภาคภูมิใจ รู้สึกมั่นคงกับอาชีพนี้...หรืออยากให้ลูกๆหลานๆทำนาสืบต่อไป...

ชัยฤทธิ์ ดำรงเกียรติ อธิบดีกรมการข้าว ทิ้งท้ายว่า ถ้าไม่มีคนทำนาก็ต้องถามกลับไปว่าแล้วอนาคตข้าวไทยจะเป็นอย่างไร?.

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement