advertisement

เด็กพิเศษแม่กลองโอกาสที่ไม่เท่าเทียม

โดย 5 มี.ค. 2555 05:00

ใบไม้หลากชนิด  เด็กๆเด็ดมาดูเป็นต้นแบบ เพื่อวาดลงในกระดาษ

ใครจะวาดได้ดีหรือไม่อย่างไร ครูผู้สอนไม่ต้องการวัดผลที่ความสวยงาม แต่ต้องการให้เด็กได้ฝึกกล้ามเนื้อมือ ฝึกคิด จินตนาการ และต้องการให้รู้จักสิ่งแวดล้อมใกล้ตัว เพราะเด็กเหล่านี้มิใช่เด็กธรรมดาทั่วไป แต่เป็นเด็กพิเศษ

เมื่อวาดเสร็จแล้ว ต่างคนต่างละเลงสีตามความคิดฝัน บางคนลงสีเขียวเหมือนสีต้นแบบ ขณะที่บางคนเลือกสีอื่นๆระบายกันอย่างสนุกมือ มีไม่น้อยที่ยังลังเล และบางคนครูต้องช่วยประคองนิ้วมือ ให้ตวัดวาดไปตามลวดลายของใบไม้

“การเรียน การสอน เราเน้นกิจกรรมเป็นหลัก” นภัสบอก

นภัส พลจันทร์ หัวหน้าฝ่ายบริหารงานวิชาการ ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดสมุทรสงคราม บอกรูปแบบการเรียนการสอนเด็กพิการ ซึ่งตั้งอยู่ในโรงเรียนวัดบางกะพ้อม ตำบลอัมพวา อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม มีนักเรียน 156 คน ครู 15 คน

ศูนย์แห่งนี้เกิดขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ.2542 ที่เห็นชอบให้กระทรวงศึกษาธิการ โดยกรมสามัญศึกษาดำเนินการจัดตั้งศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัด เพื่อจัดการศึกษาในลักษณะบริการช่วยเหลือระยะเริ่มของเด็กที่เกิดมาผิดแปลกจากเด็กทั่วไป

ทั้งนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมคนพิการให้รู้จักพึ่งตนเอง และอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข โดยสนับสนุนให้มีการเรียนการสอน

แม้ครูจะมีหัวใจเต็ม 100 แต่ก็เกิดปัญหาเรื่องงบประมาณ และบุคลากรทางการศึกษา ครูนภัสบอกว่า เด็กๆ พวกนี้ ได้งบประมาณเท่ากับเด็กปกติ การจัดงบมาให้มีปัญหาตรงที่เด็กๆในศูนย์มีอายุไม่เท่ากัน เพราะมีตั้งแต่ระดับอนุบาลเรื่อยไป จนถึงเด็กอายุระดับมัธยม

“งบประมาณที่เขาจัดมาให้นั้น เขาเฉลี่ยอายุระดับอนุบาล เมื่อเด็กโตขึ้นมา เสื้อผ้าก็ไม่เท่ากัน แต่เราได้เป็นถัวเฉลี่ยเท่ากันหมด”

ครูนภัสระบายลมหายใจเบาๆก่อนบอกว่า “เราดูแลเด็กทั้งจังหวัด ปัจจุบันมีเด็กมาขึ้นทะเบียน 156 คน แต่เราได้งบประมาณแค่ 80 หัว ทำให้เราต้องนำเงินก้อนนั้นมาหารแบ่ง เพื่อให้เด็กได้รับอย่างทั่วถึง ตามที่เขาบอกว่า เด็กต้องได้รับโอกาสทางการศึกษาเท่าเทียมกัน”

เมื่อเกิดปัญหางบประมาณขาดแคลน การหางบประมาณส่วนอื่นมาช่วยเหลือจึงเป็นทางออกที่จำเป็น “เราได้จากงบประชาสัมพันธ์ เมื่อเราจัดกิจกรรมก็จะออกประชาสัมพันธ์ หน่วยงานในท้องถิ่น เราไม่ได้รับบริจาค แต่เราบอกว่า เราจะทำกิจกรรมกับเด็ก บางหน่วยงานที่เคยเข้ามาดู เขาก็จะเข้ามาช่วยเหลือเรื่องงบประมาณ เป็นตัวเงิน อุปกรณ์การศึกษา ทำให้ช่วยลดปัญหาไปได้บ้าง”

สำหรับอุปกรณ์การศึกษาที่ขาดแคลน “เราทำเพิ่มขึ้นมาเอง ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น อย่างบางบ้านที่เราออกไปเยี่ยมเด็กที่บ้าน ผู้ปกครองที่เขาดูแลเอาใจใส่เด็กๆบ้านที่มีปู่ มีตาที่อายุมาก เขาก็จะทำอุปกรณ์ขึ้นใช้กับหลาน บางที่เราออกไปดูแล้ว เราก็เอามาใช้กับเด็กๆของเราได้”

อุปกรณ์ในท้องถิ่นแม่กลอง ครูนภัสบอกว่า ได้นำเอากะลามะพร้าวซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจของแม่กลองมาให้เด็กๆได้พัฒนาระบบประสาทสัมผัส

“เด็กๆ เขาจะเหยียบบนกะลาเดินไป ช่วยให้กระตุ้นประสาทสัมผัสตรงฝ่าเท้า อุปกรณ์พวกนี้จะเหมาะกับเด็กที่เป็นออทิสติก การรับรู้ของเขาจะต่างจากคนอื่น อย่างเช่น เมื่อเราสัมผัสเขาเบาๆเขาจะรู้สึกเจ็บปวด เราต้องฝึกประสาทสัมผัสของเขา โดยกระตุ้นตรงฝ่าเท้า และเด็กที่เดินไม่ได้ เราก็เอาเด็กไปลองเดินดู”

อุปกรณ์สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่โรงเรียนใช้กระตุ้นประสาทสัมผัสเด็กๆก็คือ ทราย ซึ่งเป็นวัสดุที่หาง่ายและราคาไม่แพง

ครูคือผู้ขับเคลื่อนการช่วยเหลือเด็กพิเศษ “จริงๆแล้ว เราอยากรับครูที่จบโดยตรง แต่ว่าบุคลากรที่จบด้านนี้โดยตรงมันยังไม่เพียงพอ และดูเหมือนเขายกเลิกไปแล้ว ที่เป็นการศึกษาพิเศษ 5 ปี ครูที่จบด้านนี้ เหมือนเราเคยรับมาแล้ว เขาก็อยู่กับเด็กไม่ได้ ทั้งๆที่เขาจบมาโดยตรง จึงกลายเป็นว่า ครูที่ไม่ได้จบโดยตรงอยู่กับเด็กได้นาน และเข้าใจเด็กมากกว่า เท่าที่ได้อยู่กับเขามาทราบว่า เขาเรียนมาเพื่อที่จะได้มีงานทำ กลับเป็นว่าครูที่ไม่ได้จบมาโดยตรงอยู่กับเด็กได้”

ทำให้ครูที่สอนอยู่ในศูนย์การศึกษาพิเศษในปัจจุบัน มีแต่ครูที่จบทางด้านดนตรี ศิลปะ นาฏศิลป์ และสาขาอื่นๆที่ไม่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาศักยภาพของเด็กพิเศษ

แม้แต่ครูนภัสเอง ก็จบเอกภาษาไทยมาจากมหาวิทยาลัยทักษิณ และสอนเด็กๆมากว่า 7 ปีแล้ว

ความรู้และวิธีสอนเด็กพิเศษ เมื่อไม่ได้จบมาโดยตรง แล้วเอาความรู้และวิธีการมาจากไหน  เธอบอกว่า “ครูจะอาศัยอินเตอร์เน็ต เดี๋ยวนี้เขามีเรื่องเกี่ยวกับเด็กเหล่านี้มากขึ้น และเขามีการเปิด

อบรมบ่อยๆ ถ้านำมาใช้กับเด็กได้ เราก็จะส่งคนไป เพื่อนำความรู้ มาประยุกต์ใช้”

วิชาที่สอนเด็กพิเศษจะไม่เน้นวิชาการ อย่างแรกเลยที่ต้องสอนให้กับเด็กพิเศษคือ การดำเนินชีวิตประจำวัน เด็กจะต้องอยู่ในสังคมได้ด้วยตนเอง ต้องทานข้าวได้ด้วยตนเอง ตักข้าวได้ อาบน้ำได้ ปวดท้องต้องบอกได้ เข้าห้องน้ำได้

“เราฝึกเป็นทักษะกล้ามเนื้อ ฝึกพัฒนาการทางสังคม การสื่อสาร ฝึกให้ช่วยเหลือตนเอง และพิจารณาสอนวิชาการเฉพาะด้านให้เด็กแต่ละคน”

เรื่องความยากง่ายในการสอน “อยู่ที่ความสนใจของครูแต่ละคน ว่าสนใจเด็กมากน้อยแค่ไหน”

จำนวนครู 15 คนที่มีอยู่ กับเด็ก 156 คนน่าจะเพียงพอ

แต่ครูนภัสอธิบายว่า “ไม่...เพราะว่าเด็กพิเศษไม่ค่อยนั่งอยู่กับที่ ครูจะต้องคอยจับเด็ก พอคนหนึ่งลุก อีกคนก็อยากลุกบ้างครูต้องรีบตามเด็กให้ทัน ซึ่งเด็กที่เหลืออาจจะถูกทิ้ง”

การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า “จริงๆแล้วเราอยากให้ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนช่วยในการฝึก แต่ผู้ปกครองก็ต้องทำมาหากิน แค่เอาลูกมาทิ้งไว้ บางคนเข้าใจผิดคิดว่าเราเป็นที่รับฝากเลี้ยง ถึงเวลารับก็รับกลับบ้านแล้วไม่ได้ทำอะไรต่อ ทำให้พัฒนาการเขาช้า แทนที่จะเร็วขึ้นอีกด้วย”

สิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นกับศูนย์การศึกษาพิเศษ “อันดับแรกเลยสถานที่ เราอยากมีสถานที่ของเราเอง เดี๋ยวนี้ขอยืมโรงเรียนวัดบางกะพ้อมใช้อยู่ ครั้นเราจะปรับปรุงก็ต้องมีขั้นตอน สองเรื่องบุคลากร ศูนย์การศึกษาพิเศษทำงานทั้งจังหวัด เราต้องประสานงานกับเขตพื้นที่ ต้องจัดอบรมให้กับ อสม. และหน่วยงานอื่นๆ อย่างอบรมครู ในโรงเรียนที่มีเด็กพิเศษเข้าไปเรียนด้วย ทำให้บุคลากรบางคนไม่เพียงพอฝึกเด็กที่ศูนย์ ซึ่งปัญหานี้เกิดบ่อย สามการสร้างเจตคติกับผู้ปกครอง เขามักคิดว่า หน้าที่พัฒนาเด็กพิการไม่ใช่ผู้ปกครอง ส่วนใหญ่คิดว่าเป็นหน้าที่ของครู ก็เลยทิ้งเลย ซึ่งเป็นเรื่องที่ปลูกฝังยากมาก”

นักเรียนที่เข้าเรียนทั่วไป เมื่อผ่านการทดสอบ ผ่านขั้นตอนทางการศึกษาเรียนรู้แล้วจะได้เลื่อนชั้น และจบการศึกษาไป แต่นักเรียนที่ศูนย์แห่งนี้ครูนภัสบอกว่า “ไม่มีคำว่าจบ” เพราะการศึกษาพิเศษต้องดูแลคนพิการตั้งแต่แรกพบ จนถึงตลอดชีวิต

ศูนย์การศึกษาพิเศษ มีเรื่องพิเศษอีกมาก แต่ที่ไม่พิเศษเลยคือ การเอาใจใส่ดูแลของเจ้าหน้าที่รัฐ

แม้แต่ดาวเด่นเจ้าของพื้นที่ก็ดูเหมือนว่า ไปจับเอาเรื่องไร้สาระมาเป็นสาระ จนสายตาพร่าพราย มองไม่เห็นปัญหาของเด็กพิเศษ ซึ่งอยู่ในพื้นที่ของตนเองไป.

โหวตข่าวนี้