advertisement

3ช.เกษตรกำแพงแสน ดึงขยะชุมชนปั่นไฟ

โดย 13 ธ.ค. 2554 05:01

ขยะเน่าๆเปลี่ยนเป็นก๊าซ เป็นน้ำมัน เป็นพลังงานไฟฟ้าและเป็นอะไรได้อีกหลายอย่าง

นักวิชาการได้ศึกษา ค้นคว้า ทดลอง และวิจัยจากแนวพระราชดำริ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จนกระทั่งพัฒนามาสู่ความเป็นจริง ที่จับต้องได้

การเปลี่ยนขยะเป็นพลังงานไฟฟ้า นอกจากดูได้ที่มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ กำแพงแสนแล้ว ยังมีตัวอย่างให้ดูที่บ้านสระสี่มุม หมู่ที่ 21 ตำบลสระสี่มุม อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม สถานที่แห่งนี้ ได้ผลิตไฟฟ้าจากขยะมาใช้เป็นรูปธรรม ภายใต้ชื่อโครงการว่า “โครงการผลิตกระแสไฟฟ้าจากก๊าซขยะตามแนวพระราชดำริ”


หน่วยงานที่จับมือกันทำได้แก่ ศูนย์ปฏิบัติการวิศวกรรมพลังงานและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บริษัท กลุ่ม 79 จำกัดซึ่งเป็นบริษัทเอกชนที่รับขยะจากกรุงเทพฯไปฝังกลบ และบริษัท มินเซนแมชีนเนอรี่ จำกัด

เค้าความสำเร็จนี้ เกิดจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานให้จัดตั้งกองทุนบำบัดและใช้ประโยชน์จากขยะ ในมูลนิธิชัยพัฒนาจำนวน 1 ล้านบาท เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2538 และยังได้พระราชทานแนวทางดำเนินงานเพิ่มเติมต่อคณาจารย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการ

ขยะบนพื้นที่เกือบ 200 ไร่แห่งนี้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ร่วมกับเอกชนได้คิดค้น ทดลอง ตามแนวพระราชดำริ ส่วนเครื่องจักรนั้น บริษัท มินเซนแมชีนเนอรี่ จำกัด ได้ผลิตขึ้นมา เพื่อดึงเอาก๊าซมีเทนจากกองขยะมาเป็นตัวปั่นเครื่องกำเนิดไฟฟ้า


ผศ.บุญมา ป้านประดิษฐ์ แห่งศูนย์ปฏิบัติการวิศวกรรมพลังงานและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บอกว่า ขั้นตอนต่างๆ การนำก๊าซออกมาใช้แรกๆมีปัญหาพอสมควร เช่น การเจาะนำก๊าซออกมา เดิมทีคณะทำงานได้เดินทางไปดูงานที่ต่างประเทศ พบวิธีการเจาะในแนวดิ่ง แต่เมื่อกลับมาเมืองไทย ทดลองเจาะดูปรากฏว่าได้น้ำปนมามาก ภายหลังจึงพัฒนาเป็นการเจาะแบบแนวนอน จึงได้ผลดี

ครั้นได้ก๊าซ ได้พลังงานไฟฟ้าแล้ว ขยะต่างๆในหลุมหลังจากเป่าแห้งจึงขุดออกมา แล้วนำเอาวัสดุเหล่านั้นไปสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ กลายเป็นผลผลิตอันล้ำค่าที่ได้จากขยะเน่าเสีย

ผศ.บุญมาบอกว่า อยากให้ชุมชนได้เข้าไปเรียนรู้ เพื่อนำเอาองค์ความรู้นี้ไปใช้ในชุมชนของตนเองโดยได้วางเค้าโครงดำเนินการเพื่อให้องค์ความรู้สู่ชุมชนไว้แล้ว เรียกว่าโครงการ 3 ช. คือ ชวนเชื่อ ชวนทำ และช่วยให้สำเร็จ

อาจารย์อธิบายว่า 1.ชวนเชื่อ คือ การจัดสถานีเรียนรู้ต่างๆ เช่น สถานีผลิตน้ำมันพืชเป็นไบโอดีเซล สถานีแปรรูปเศษอาหารเป็นไบโอก๊าซ สถานีแปรรูปไม้เป็นถ่าน ถ่านอัดแท่ง ก๊าซร้อนจากถ่าน การทำก๊าซ และน้ำมันมาผลิตไฟฟ้า ซึ่งใช้เวลาทั้งหมดไม่เกิน 3 ชั่วโมง

เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าพลังงานต่างๆ ไม่ยากเกินที่จะดำเนินการ

2.ชวนให้ทำ กล่าวคือ เมื่อมีบุคคลใดในชุมชนสนใจ ก็จะชักชวนให้ทำ โดยที่ทำสำเร็จแล้ว ได้แก่ ศูนย์เรียนรู้ด้านพลังงานทดแทนที่คำแสด ริเวอร์แคว รีสอร์ท จังหวัดกาญจนบุรี ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นมูลนิธิคำแสด ธรรมธาร เพื่อพลังงานสิ่งแวดล้อม

และ 3.ช่วยให้สำเร็จ เมื่อชุมชนตกลงที่จะดำเนินการแล้ว ศูนย์ปฏิบัติการวิศวกรรมพลังงานและสิ่งแวดล้อม จะเป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำตั้งแต่ออกแบบ ก่อสร้าง เดินระบบ และการจัดทำสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ขบวนการถ่ายทอด บรรยายถ่ายทอด โดยมีข้อแม้ว่า ชุมชนเหล่านั้นจะต้องเป็นเจ้าของเอง และต้องมีบุคลากรที่จะเป็นผู้บรรยาย

พูดง่ายๆ คือ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จะเป็นพี่เลี้ยงให้ตั้งแต่แรกเริ่ม จนผลิตก๊าซ หรือพลังงานไฟฟ้าออกมาใช้ได้

บริษัทที่นำแนวพระราชดำริไปใช้ โดยได้รับความร่วมมือจากอาจารย์บุญมา เช่น บริษัท เมืองสะอาด จำกัด เลขที่ 17 ซอยรามอินทรา 42 แยก 8 ถนนรามอินทรา กม.6 แขวงคันนายาว เขตคันนายาว กทม. นายพรเลิศ พฤทธิอานันต์ ผู้จัดการโครงการ บอกว่า “ผมรู้จักกับอาจารย์มาหลายปี แรกๆเราเองก็ค้นคว้า ทดลองมาหลายวิธีเหมือนกัน เพราะบริษัทเรารับจัดเก็บขยะมูลฝอย แล้วนำมาแปรสภาพให้กลับมาใช้ประโยชน์ได้อยู่แล้ว พอดีอาจารย์ท่านได้ศึกษาวิจัยไว้มากตามแนวพระราชดำริ เราจึงปรึกษาอาจารย์ ร่วมมือกันทดลองทำดู”

ผลจากที่บริษัทเมืองสะอาดร่วมกับอาจารย์ศึกษาค้นคว้า ล่าสุด บริษัทมีโรงงานผลิตไฟฟ้าจากขยะที่อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ได้น้ำมันวันละประมาณ 6,000 ลิตร และได้น้ำมันจากโรงงานผลิตน้ำมันจากขยะที่จังหวัดพิษณุโลก วันละประมาณ 10,000 ลิตร

น้ำมันเหล่านั้น “เรานำมาใช้กับรถขนส่งของเรา วันละประมาณ 7-8,000 ลิตร ปัจจุบัน เรากำลังขยายฐานการผลิตน้ำมันไปที่พัทยาอีก 1 แห่ง” นายพรเลิศบอก

ผลิตผลพลอยได้จากขยะ นอกจากก๊าซและน้ำมันแล้ว พรเลิศบอกว่า ทางบริษัทนำพลาสติกมาผสมกับเศษไม้ซึ่งเป็นขยะ ผลิตเป็นไม้เทียมออกมาจำหน่าย “เราทำหลายรูปแบบ เช่น รีดให้แบนเป็นกระดานไม้เทียม มันมีความแข็ง เหนียว และทนทานมาก ไม่ต้องกลัวเรื่องผุพังเมื่อโดนน้ำ หรือโดนฝน แต่เราขายไม่แพง เพราะว่าไม่อยากตอบคำถามเรื่องที่มาที่ไป เราขายแค่กิโลกรัมละ 30-40 บาท คนที่ซื้อส่วนใหญ่ยังเป็นเพื่อนๆกัน อย่างซื้อเอาไปปูที่ตลาดน้ำ ไม่ต้องกลัวเรื่องผุพังเป็นต้น”

เมื่อถามถึงเรื่องการทำตลาด พรเลิศบอกว่า “เพิ่งผลิตออกมาใช้ไม่กี่ปี จึงแค่ทำขายให้กับหมู่เพื่อนๆไปก่อน และที่สำคัญ ยังอยู่ในช่วงการทดลอง ยังไม่ได้ปริมาณมากนัก คือได้วันละประมาณ 2 ตันเท่านั้น”

ส่วนผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น ปุ๋ยเม็ดผสมธาตุอาหารจากขยะ

“เราขายแค่กิโลกรัมละ 2-3 บาทเท่านั้น ชาวบ้านเขาซื้อเอาไปใช้กันอยู่เหมือนกัน”

มิเพียงบริษัทเมืองสะอาดเท่านั้น ที่นำแนวพระราชดำริเรื่องการกำจัดขยะไปใช้ ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ ท่ามะขาม ซึ่งตั้งอยู่ที่ อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ก็นำเอาไปใช้อย่างเต็มรูปแบบเช่นกัน

นายยุทธการ มากพันธุ์ ผอ.สถาบันพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานเพื่อชุมชนแห่งเอเชียและแปซิฟิก บอกว่า ศูนย์แห่งนี้ย้ายเครื่องมือมาจาก ริเวอร์แคว รีสอร์ท พร้อมเดินเครื่องสมบูรณ์ในวันที่ 15 ธันวาคมนี้ กิจกรรมของศูนย์คือ หาสมาชิกบริจาคขยะซึ่งเป็นชาวบ้านในตลาดเมืองกาญจน์

“เราให้สมาชิกนำขยะมาให้ เพื่อเราจะได้ใช้ขยะผลิตเป็นก๊าซ เป็นน้ำมัน”

พลางอธิบายว่า “ขยะที่เขาขายได้ ก็ให้เขาขายไป เราไม่ว่ากัน แต่ขยะที่เหลือจากขาย ไม่ว่าจะเป็นพลาสติก ขวด แก้ว ไม้ เศษอาหาร เรารับหมด เพื่อนำมาเข้าสู่กระบวนการแปรสภาพตามขั้นตอนของเรา”

สมาชิกที่นำขยะมาให้นั้น “ประการแรก เราจะให้ซื้อสินค้าจากศูนย์เราในราคาถูก ส่วนคนที่มีสินค้ามาขาย ศูนย์ก็พร้อมรับซื้อไว้ เพื่อแปรรูปเป็นการเพิ่มมูลค่า เพื่อขายต่อไป การทำอย่างนี้ เราต้องการช่วยตัดวงจรเรื่องพ่อค้าคนกลาง ชาวบ้านจะได้ราคาจากผลผลิตมากขึ้น”

ศูนย์กสิกรรมท่ามะขามนี้ นายยุทธการบอกว่า ต้องการให้เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการนำขยะมาให้เป็นพลังงาน เปิดโอกาสให้ชาวบ้านได้มาเรียนรู้ เพื่อนำเอารูปแบบไปใช้

หากโครงการ 3 ช.ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ประสบผล ชุมชนต่างๆทั่วประเทศ ต่อไปคงไม่ต้องปวดหัวเรื่องขยะเหมือนปัจจุบัน.

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement