advertisement

โรคอุบัติใหม่-ซ้ำ รอยต่อคนกับสัตว์

โดย 3 ธ.ค. 2554 05:01

ภายในช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา มีการตื่นตัวกันมากที่จะรวมสุขภาพ ความสมบูรณ์พร้อมพรั่งของสรรพสิ่งทั้งหลายในโลก ให้อยู่ในการดูแล ร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว ทั้งสุขภาพคน...สุขภาพสัตว์ ที่ผันแปรเปลี่ยนไปตามความอุดมสมบูรณ์...แห้งแล้ง โลกร้อน...บรรยากาศที่ผันผวน ซึ่งกระทบต่อระบบนิเวศ

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ให้ทัศนะถึงแนวคิดนอกกรอบ ในเรื่อง “โรคติดเชื้ออุบัติใหม่–อุบัติซ้ำ” ว่า สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดเหล่านี้ก็ส่งผลต่อเนื่องไปยังแหล่งอาหาร พืชพรรณธัญญาหาร ซึ่งเลี้ยงดูคนและสัตว์ จัดเป็นวง 4 วง ด้วยกันคือ การสาธารณสุข (Public Health), สุขภาพสัตว์ (Animal Health), ระบบนิเวศ (Ecosystem) และ ความปลอดภัยด้านอาหาร (Food Safety/ Security)

คุณหมอธีระวัฒน์ บอกว่า ภาวะที่คุกคามวงกลมทั้ง 4 ที่ประสานกันแท้จริง ก็เกิดจากการที่รักษาสมดุลของวงกลมทั้งสี่ไว้ได้ไม่มั่น คือ การเกิดโรคติดเชื้ออุบัติใหม่...อุบัติซ้ำ ซึ่งเป็นผลจากการที่เกิดมีการคุกคามด้วยเชื้อโรคใหม่ที่ไม่เคยเห็นหน้าเห็นตามาก่อน

หรือแม้แต่เชื้อเก่าที่หายสาบสูญไปแล้ว ก็กลับโผล่หน้าออกมาใหม่ โดยที่มีการทะลักล้นของสัตว์ ซึ่งสามารถอมโรคอยู่ในตัว โดยตัวเองไม่เจ็บป่วยเกิดเพิ่มปริมาณมากขึ้น และขยายขอบเขตรุกล้ำเข้าไปในเขตอาณาบริเวณใหม่ และ...ด้วยความที่มีตัวช่วย เช่น ยุง แมลง เห็บ ไร ริ้น จะนำพาเชื้อโรคจากตัวอมโรคเข้าไปในสัตว์อีกกลุ่ม เพื่อเป็นที่เพาะพันธุ์เชื้อโรคเหล่านี้ให้งอกงามในตัว จากนั้นตัวช่วยก็จะมากัดเก็บเชื้อที่เต็มปรี่ในตัวเพาะพันธุ์ กลับมาปล่อยสู่สัตว์หรือคนอีกต่อหนึ่ง

“โรคที่เกิดในคนนี้ แท้จริงมีต้นกำเนิดมาจากสัตว์เกือบทั้งนั้น แต่หลังจากผ่านกระบวนการติดเชื้อผ่านสัตว์สู่สัตว์ชนิดเดียวกันและต่างชนิด ตัวแล้วตัวเล่า... ผ่านตัวนำเชื้อมาสู่คน จนทำให้มีการพัฒนารูปแบบของการติดเชื้อในคนที่ชัดเจนเป็นระเบียบ...มีการตายของคนที่เป็นระบบ เป็นแบบแผน สามารถตรวจซ้ำในสัตว์ทดลองและได้ผลคงที่ และในที่สุด...มีการติดต่อจากคนสู่คนสำเร็จ”

ตัวอย่างเชื้อเหล่านี้ เช่น เชื้ออีโบล่า ปี 2519 มีต้นตอจากค้างคาว...ไวรัสเอดส์ ปี 2524 ต้นตอจากลิง...เชื้ออีโคไล (O157 : H7) ปี 2525 ที่คร่าชีวิตและก่อให้เกิดการเจ็บป่วย เม็ดเลือดแดงแตก ไตพัง...เส้นเลือดสมองตีบในยุโรปอยู่ขณะนี้ ก็มาจากวัวควาย

ถัดมา โรคไลม์ ปี 2525 เกิดอัมพาต สมองอักเสบ หลงลืมเลอะเลือนคล้ายอัลไซเมอร์ มีเหตุมาจากกวาง...เชื้อไวรัสสมองอักเสบเฮนดรา ปี 2537 และ นิปาห์ ปี 2541 มาจากค้างคาว...เชื้อวัวบ้า ปี 2539 ต้นตอจากแกะ สู่วัวและเข้าสู่คน

ไวรัสพิษสุนัขบ้าสายพันธุ์ออสเตรเลีย ปี 2539 จากค้างคาว...ไข้หวัดนก (H5N1) ปี 2540 จากนก เป็ด ไก่...โรคซาร์ส ปี 2546 จากค้างคาวสู่ชะมด และแพร่สู่คน และ เชื้ออีโบล่า เรสตัน (Ebola Reston) เกิดที่ประเทศฟิลิปปินส์ในลิง 10 กว่าปีที่แล้ว ซึ่งไม่น่าตื่นเต้นเพราะไม่ติดคน แต่ก็เริ่มตื่นตัว เพราะในปี 2552 ทำให้เกิดโรคในหมู แม้คนจะไม่ติดโรคก็ตาม แต่เป็นหลักฐานว่า “มันมาแล้ว” ข้ามสายพันธุ์ (Species barrier) มาหมูได้


และที่โลกยังไม่ลืม คือ ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 มาจากนก สู่หมู และจากสายหมูหลายสาย ทำให้แพร่สู่คน และคนไปคนได้

จากตัวอย่างที่น่ากลัวเหล่านี้ เป็นเครื่องตอกย้ำที่ต้องมีการเฝ้าระวังติดตามเชื้อที่อยู่ในสัตว์จนมาถึงคนอย่างเป็นระบบอย่างต่อเนื่อง แต่ที่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จ เพราะมักมีความเข้าใจว่า...โรคเหล่านี้จะเกิดขึ้นนานๆครั้งทุกๆ 2-4 ปี ก็จะสงบ หรือบูมเป็นช่วงๆ เพราะฉะนั้นความตื่นตัวเป็นแค่ชั่วขณะ เหมือนไฟไหม้ฟาง

อีกประการคือ หมอ คนทั่วไปแทบจะไม่มีความรู้อื่นๆนอกโรงพยาบาล ไม่ทราบว่าสัตว์ชนิดใด แมลงกลุ่มไหน มีปฏิสัมพันธ์กัน และการเกิดโรคในสัตว์ในรูปลักษณะต่างๆ จะเป็นเครื่องหมายเตือนภัยว่าจะมาสู่คน และไม่มีความเชื่อมโยงกันจริงจังระหว่างสัตวแพทย์กับหมอคน

ถ้าคิดนอกกรอบ...ประการที่หนึ่ง ต้องเข้าใจว่าโรคจากสัตว์สู่คน แท้จริงเกิดขึ้นตลอดเวลา โดยที่เวลาวินิจฉัยผู้ป่วยก็จะทำการหาเชื้อเฉพาะที่รู้จักกันในแวดวงปัจจุบันและก็จะมีโรคต่างๆที่ไม่รู้สาเหตุเป็นจำนวนมาก อาทิ โรคแขน-ขาอัมพาตเฉียบพลัน ซึ่งมุ่งเน้นการหาเชื้อโปลิโอ ซึ่งปรากฏว่าไม่พบ

ดังนั้น คนไข้เกือบ 1,000 ราย ต่อปี เกิดจากอะไร ก็ไม่ได้สนใจหาต่อ

โรงพยาบาลแห่งหนึ่งทางภาคอีสาน พบว่า โรคลิ้นหัวใจอักเสบที่ไม่ทราบสาเหตุแต่ต้น เมื่อสืบเสาะกลับพบว่าเป็นแบคทีเรียจากสัตว์ เป็นต้น โดยที่...โรงพยาบาลจุฬาฯ ศูนย์ปฏิบัติการโรคทางสมอง ทำการตรวจรักษาและหาสาเหตุของสมองอักเสบ พบว่า มีจำนวนถึง 255 ราย จาก 462 ราย ในช่วง 8 ปี ที่ไม่พบสาเหตุ และไม่ต่างจากข้อมูลของทั่วโลก รวมทั้งในยุโรปหรือสหรัฐฯก็ตาม

คิดนอกกรอบ...ประการที่สอง ต้องเริ่มรวบรวมผู้ป่วยที่มีอาการด้วยระบบต่างๆที่หาสาเหตุไม่เจอ นำมาวิเคราะห์หาลักษณะเฉพาะตัว การดำเนินของโรคโดยเฉพาะ เช่น ผู้ป่วยสมองอักเสบมีภาพคอมพิวเตอร์สมอง ซึ่งจะเป็นลักษณะลายเซ็นของเชื้อ ต่างจากกลุ่มที่ทราบสาเหตุอย่างไร

ประการที่สาม เริ่มประกบการทำงานทางด้านวินิจฉัยโรคในคนเข้ากับหน่วยงานทางสัตว์ทางห้องปฏิบัติการตรวจเชื้อโรค ต้องไม่ลืมว่าการพัฒนาการตรวจเพื่อความแม่นยำและมีประสิทธิภาพไม่ผิดเพี้ยน จะมีความชำนาญในแต่ละห้องปฏิบัติการไม่เหมือนกัน

“ไม่มีความจำเป็นที่ต้องทำเป็นทุกอย่างในห้องหรือศูนย์ปฏิบัติการทุกแห่ง เป็นการสิ้นเปลือง สร้างอาณาจักรหลายแห่ง โดยต้องหัดพึ่งพาอาศัยกัน จัดเป็นก้าวสำคัญในการผสานความร่วมมือ แบ่งปันความรู้ ทรัพยากรระหว่างฝ่ายคนและสัตว์ที่แท้จริง ไม่ต้องทำการเซ็นสัญญาความร่วมมือให้เสียเวลาเปล่า”

ประการที่สี่ ขยายขอบเขตประสิทธิภาพการตรวจ วินิจฉัยทางด้านคน อาทิ ในโรคสมองอักเสบ ที่คณะทำงานของโรงพยาบาลรามาธิบดี...คุณหมอ จิรพร เหล่าธรรมทัศน์ และวิทยา สังขรัตน์ และคณะโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ทำการตรวจแผนที่สมอง คนที่เป็นสมองอักเสบ โดยจะมีความแม่นยำและ

ให้ข้อมูลรายละเอียดมากกว่าการตรวจด้วยคอมพิวเตอร์สมองสนามแม่เหล็กตามปกติ

ข้อมูลระดับนี้ เมื่อประกอบกับข้อมูลที่ได้ทางชนิดของตัวเชื้อในประการที่สาม และประการที่ห้า ซึ่งจะกล่าวต่อไป...จะได้ลายแทงที่สมบูรณ์ของโรคสมองอักเสบต่อไป และในภายภาคหน้า เมื่อเห็นภาพจากคอมพิวเตอร์สมองวิธีใหม่อย่างเดียว ก็จะสามารถเดากลุ่มเชื้อออกได้

คราวนี้ก็มาถึง...คิดนอกกรอบ ประการที่ห้า แม้จะผสมผสานห้องปฏิบัติการตรวจเชื้อของสัตว์และคนเข้าด้วยกัน อาจยังไม่รวดเร็วและครอบคลุมพอ จำต้องทำการตรวจเชื้อครอบคลุมให้ได้เป็น 100 เชื้อให้ได้ในเวลาอันรวดเร็ว และราคาประหยัด ปกติแล้วการตรวจทางอณูชีววิทยา 1 เชื้อราคาตั้งแต่ 1,500 บาทขึ้นไป โดยที่ 100 เชื้อพร้อมกันอาจมีราคาเพียง 10,000 บาท และต้องมีขั้นตอนของการตรวจซับซ้อน...ซึ่งก็จะแพงขึ้นเป็นลำดับขั้น

ประการที่หก คุณหมอธีระวัฒน์ บอกว่า แน่ใจหรือยังว่าทุกโรงพยาบาลพร้อมที่จะทำการแยกผู้ป่วยที่สงสัยว่าเป็นโรคติดต่อร้ายแรง เช่น เริ่มมีปอดอักเสบจากไข้หวัดนกขั้นต้น จะมีกระบวนการคัดกรองอย่างไร ตั้งแต่หน้าประตูห้องฉุกเฉิน เพราะขณะนั้นผู้ป่วยย่อมมีอาการไม่มาก เดินไปมาได้ แต่แพร่เชื้อได้มโหฬาร

และหลังจากนั้นผู้ป่วยจะอยู่ตรงไหนที่มีการคัดแยก และมีบุคลากรที่ “เป็น” ในการดูแลผู้ป่วยทั้ง 24 ชั่วโมง ประการที่หกนี้...เป็นสิ่งที่ทุกคนผ่านมาแล้วเมื่อเจอไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 แต่ถึงวันนี้คงลืมความวุ่นวายโกลาหล ไปหมดแล้ว

ประการที่เจ็ด ใช้กลยุทธ์การตลาดการโฆษณาของรัฐบาลปัจจุบัน โหมกระหน่ำล้างสมองประชาชนทั่วประเทศให้รู้จักรักษาตัว กลัวตาย รักษาสุขอนามัย เลี้ยงเป็ด ไก่ ให้เป็นเรื่องเป็นราว จัดการเป็ดไล่ทุ่งให้อยู่ในกรอบ ไม่แพร่เชื้อสะเปะสะปะ โรงฆ่าสัตว์ปีก วัว ควายตรวจโรคเข้มงวดถูกสุขลักษณะ

ประการที่แปด รู้จักอาย อายที่ไม่รับผิดชอบตนเอง อายที่ประมาทเลินเล่อหรือจงใจสะเพร่าลดต้นทุน ปล่อยให้สัตว์เลี้ยงหรือสัตว์เศรษฐกิจติดโรคแพร่ไปสู่คนอื่น คงเคยเห็นกันใช่ไหม...เจ้าของฟาร์มไก่ญี่ปุ่นฆ่าตัวตายเพราะไก่ตัวเองแพร่ไข้หวัดนก

หลายๆประการที่กล่าวมานี้ ความจริงเป็นสิ่งที่ที่ศูนย์ปฏิบัติการโรคทางสมองและศูนย์ความร่วมมือองค์การอนามัยโลกฯทำมาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา นั่นคือไม่ต้องรอให้คนอื่นทำ ทำเท่าที่ทำได้ จะเล็กจะใหญ่ไม่สำคัญ

ทั้งหมดเหล่านี้...คือที่มาของโลกเดียวกัน ต้องดูแลร่วมกันจึงจะเป็นสุข หรือที่ฝรั่งเขาเรียกว่า “One World One Heath”.

โหวตข่าวนี้