มุสลิมแม่สามแลบแตกต่างอย่างสันติ - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันเสาร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2559
advertisement

มุสลิมแม่สามแลบแตกต่างอย่างสันติ

โดย 17 มิ.ย. 2552 05:00
1,831 ครั้ง


"อยู่บ้านเดิมเราลำบากมากเลี้ยงวัวอยู่ดีๆทหารมาเจอเข้าก็บังคับให้ไปเป“นลูกหาบ ไม่ไปก็ถูกขู่ฆ่า ถ้าไปบางคนก็ถูกระเบิดตาย หรือไม่ก็แขนขาด ขาขาด เพราะต้องหาบเดินนำหน้าทหาร ผมจึงหนีเข้ามาอยู่ในประเทศไทย"

เสียงอาปุ๊เล่าอย่างเรียบๆ น้ำเสียงแฝงฝากไว้ด้วยรสขื่นของชีวิต เขาเป็นชายวัย 48 ป• เกิดในแผ่นดินพม่าที่มาอยู่บ้านหมู่ที่ 1 ตำบลแม่สามแลบ อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน

"ผมมาอยู่หลายสิบป•แล้วครับ จากบ้านเดิมของผมเข้ามาชายแดน เดินเท้ามาแค่ 1 วันเอง" อาปุ๊เสริม

บ้านหมู่ที่ 1 ตำบลแม่สามแลบ ผู้อยู่อาศัยมีความแตกต่างทางเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรมประเพณีอย่างสิ้นเชิง แต่ในความแตกต่างเหล่านั้น ไม่ได้ก่อให้เกิดความแตกแยกแต่อย่างใด

"หมู่บ้านเรามี 5 กลุ่มชาติพันธุ์ใหญ่ๆครับ มีคนพื้นเมืองดั้งเดิม คนกะเหรี่ยง คนไทใหญ่ คนมุสลิม และคนพม่า" อาปุ๊บอก และเสริมว่า "เรื่องศาสนา เรามีทั้งศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลาม และยังมีคนนับถือผี"

ดังนั้นเอง เมื่อโผล่เข้าไปบ้านหมู่ที่ 1 ตำบลแม่สามแลบ จะเห็นทั้งวัดไทย โบสถ์คริสต์ และมัสยิดของชาวมุสลิม



สำหรับอาปุ๊นับถือศาสนาอิสลาม และเป“นผู้นำชาวมุสลิม "เราอยู่กันมานานแล้วครับ แม้จะไม่มีบัตรประจำตัวประชาชนเหมือนคนไทย แต่เราก็ได้รับสิทธิ์ในการศึกษาเล่าเรียน ได้ทำมาหากินบนแผ่นดินไทย" อาปุ๊บอก

อาปุ๊และเพื่อนๆ มาจากรัฐกะเหรี่ยง ประเทศพม่า เข้ามาเพราะปัญหาการสู้รบระหว่างชนกลุ่มน้อยกับรัฐบาลทหารพม่า มีบางส่วนมาเพราะต้องการค้าขาย เพราะเห็นว่าชายแดนไทยทำรายได้ดี

หมู่บ้านแม่สามแลบ ก่อร่างสร้างตัวเมื่อประมาณ พ.ศ.2504 เริ่มจากนายละหม่อง กับนางพอช่า หนีภัยสงครามจากประเทศพม่า มาบุกเบิกสร้างบ้านชื่อ ซอแหละทะ

เนื่องจากชัยภูมิของหมู่บ้านเป็นป่าเขา และอยู่ในเส้นทางค้าขาย ชนเชื้อชาติอื่นๆ จึงเข้ามาสมทบ มากเข้าก็กลายเป็นหมู่บ้านขึ้นมา แรกๆ ตั้งชื่อว่าหมู่บ้านซอแหละทะ ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น บ้านแม่สามแลบ เดิม ขึ้นอยู่กับอำเภอแม่สะเรียง สืบมาเมื่อจังหวัดแม่ฮ่องสอนแบ่งอำเภอใหม่ จึงมาขึ้นอยู่กับอำเภอสบเมย

อาปุ๊บอกว่า คนส่วนหนึ่งมีอาชีพค้าขาย เพราะอยู่ใกล้ชายแดนไทย พม่า นอกจากนั้นมีทั้งรับจ้างทั่วไป หาปลา ขับเรือ และทำนา ไร่ แต่พื้นที่ทำนาไร่นั้นมีจำกัด จึงมีคนยึดอาชีพเหล่านี้ไม่มาก

"บางคนก็ออกไปหาของป่ามาขาย ของป่าหน้าฝนก็มีเห็ด หน่อไม้ พืชผักป่า หน้าร้อนก็เก็บใบตองตึง หาน้ำผึ้งมาขาย แต่น้ำผึ้งส่วนมากมีทุนไปรับซื้อมาแล้วก็ขายต่อ" นายอานนท์ อายุ 26 ปี รองประธานกลุ่มมุสลิมบ้านแม่สามแลบเสริม

"เราไม่มีที่ทำกิน เราต้องออกไปทำงานในถิ่นต่างๆ ในพื้นที่ของเราไม่มีที่รับจ้าง ไม่มีที่ทำกินเพียงพอ จะออกไปรับจ้างถิ่นอื่นก็ผิดกฎหมาย ไม่ออกไปก็ไม่ได้ เราไม่มีรายได้ อยู่กับบ้านก็จะเกิดปัญหาตามมาอีก เพราะเราไม่มีจะกิน" อาปุ๊บอก

และว่า คนที่โชคดีออกไปทำงานต่างถิ่นได้ ได้เงินมาก็ส่งเข้าบ้าน และเดี๋ยวนี้ ทางราชการผ่อนผันให้คนที่มีเลขบัตรนำหน้าด้วยเลข 6 ขออนุญาตไปทำงานต่างถิ่นได้ เพราะทางอำเภออนุมัติให้มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2551

แต่มีปัญหาอยู่คือ คนที่มีบัตรขึ้นต้นด้วยเลข 0 ซึ่งหมายถึงคนไร้สัญชาติ อย่างอาปุ๊และอานนท์และคนส่วนใหญ่ของหมู่บ้าน ทำมาหากินลำบาก เพราะไม่สามารถออกไปทำงานนอกพื้นที่ได้ "ผมแปลกใจเหมือนกัน บางครอบครัว พ่อถือบัตรขึ้นต้นด้วยเลข 6 แต่ลูกถือบัตรขึ้นต้นด้วยเลข 0 ก็มี ผมในฐานะผู้นำชุมชน ก็เลยเสนอว่า คนที่มีบัตรขึ้นต้นด้วยเลข 0 ขออนุญาตออกไปทำงานได้ไหม"

เพราะ "คนเราเกิดมาต้องทำมาหากิน ถ้าไม่มีรายได้ครอบครัวก็จะไม่มีความสุข ไม่สงบสุข ผมขอตรงนี้เพื่อชาวบ้านจะได้มีรายได้ เราไม่ได้ ต้องการจะไปทำอะไร แต่ต้องการไปทำงานมาเลี้ยงครอบครัว" อาปุ๊บอก

ความหวังของคนไร้สัญชาติยามนี้คือ รอใช้กฎหมายมาตรา 23 เพื่อจักได้เป็นคนไทยได้อย่างถูกต้อง และสมบูรณ์ตามกฎหมาย แต่มาตรานี้แม้จะมีผลบังคับใช้แล้ว กฎหมายลูกยังไม่ออกมา จึงต้องร้องเพลงรอกันไปก่อน

ความสงบสุขของหมู่บ้านแม่สามแลบ เกิดขึ้นอย่างไร ท่ามกลาง คนต่างเชื้อชาติและศาสนา อาปุ๊บอกว่า "เพราะทุกศาสนาเรามีผู้นำ เราจัดให้มีประชุมประจำเดือน เพื่อถามไถ่กันว่า แต่ละกลุ่มมีปัญหาอะไร จะแก้ไขกันอย่างไรนั้น เรามาร่วมปรึกษากัน เพื่อหาทางออก"

เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นในหมู่บ้าน "บางครั้งมีการเข้าใจผิดกัน อย่างลูกมุสลิมกับลูกพุทธทะเลาะกัน ลูกๆไม่ต้องมาทะเลาะกันหรอกครับ เพราะลูกๆจะมาคุยกับผู้นำ เราก็จะมาคุยกันเพื่อแก้ไขปัญหา ปัญหามีอย่างไร เราจะแก้ร่วมกันอย่างไร เราต้องเข้าใจซึ่งกันและกัน"

เมื่อถามถึงพี่น้องมุสลิมภาคใต้ อาปุ๊บอกว่า "คนมุสลิมบ้านแม่สามแลบกับภาคใต้ก็เป็นมุสลิมเหมือนกัน แต่เราไม่ได้เกี่ยวข้องกัน คนที่อยู่ ที่นี่มีเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบเหมือนกัน ผมว่าเรื่องอย่างภาคใต้จะไม่

เกิดขึ้นที่บ้านแม่สามแลบ เพราะว่าคนเราอยู่ด้วยกัน เราเข้าใจว่าวันนี้ได้กินแล้ว พรุ่งนี้จะได้ที่ไหนมากิน"



ส่วน "เรื่องการเมือง เราไม่ได้สนใจ แล้วคนมุสลิมที่อยู่ เราไม่มีประวัติเกี่ยวข้องกับกองกำลัง ผมมั่นใจไม่มีปัญหานี้ ถ้ามีอะไรขึ้นมาผมจะช่วยดูแล ชั่วชีวิตผมนี่ ผมว่าปัญหานี้ไม่เกิด"
สำหรับปัญหาภาคใต้ที่เกิดขึ้น ตามทรรศนะของอาปุ๊แล้ว "คนมุสลิม คนพุทธ หรือคนคริสต์ก็เป็นคนเหมือนกัน แต่ว่าปัญหาที่เกิดขึ้น ขั้นต้น เป็นมาอย่างไรผมไม่เข้าใจ เรามองเห็นว่าเดี๋ยวนี้ มีคนที่ไม่มีความผิด คนที่บริสุทธิ์เสียชีวิตไป คนเราเสียชีวิตไปอย่างนี้ ไม่สบายใจ ไม่เหมาะสม"

การแก้ปัญหา "เราต้องแก้บนโต๊ะถึงจะเหมาะสม"

"ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น มาจากสาเหตุมากมาย เราไม่อยากให้ใช้การต่อสู้ ใช้กำลัง อยากให้มีการพูดคุยกัน และเดี๋ยวนี้ คนมุสลิมอย่างพวกเราถูกมองว่าเป็นคนที่ใช้หัวรุนแรงไป สำหรับเราไม่มีหรอก เราแค่หาเช้ากินค่ำ" อานนท์บอก

และบอกว่า และที่สำคัญ "หลักศาสนาเขาสอนไว้ว่า ต้องไม่กดขี่ ข่มเหงรังแกใคร ต้องไม่ไปทำร้ายร่างกายเขา ให้อยู่อย่างสันติ บ้านผมไม่ยุ่งกับการเมืองอะไรทั้งนั้น เราคิดอยู่อย่างเดียวว่า เราจะอยู่อย่างไรครอบครัวเราถึงจะมีความสุข ไม่เดือดร้อน เมื่อไหร่เราจะได้สัญชาติ เมื่อไหร่เราจะได้อยู่อย่างมีสิทธิ์ มีเสียงเหมือนเขา"
สาเหตุที่เลือกเข้ามาอยู่ในประเทศไทย

อาปุ๊บอกว่า นอกจากพื้นที่ใกล้กับบ้านเดิมแล้ว เมืองไทย ยังให้ความอุ่นใจ แม้จะไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน รัฐบาลไทยก็ให้การคุ้มครองให้อยู่อย่างมีความสุข แม้สิทธิไม่เท่าเทียมกันก็ไม่เป็นไร

และที่สำคัญ ประเทศไทยเป็นประเทศที่นับถือหลักมนุษยธรรม ปกครองระบอบประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ดูแลประชาชนอย่างมีความสุข จึงเลือกประเทศไทย "ผมเกิดในประเทศพม่านั่นใช่แล้ว แต่ผมเป็นชาวพม่าหรือชาวไทยผมไม่ทราบ ผมเกิดในป่า โตในป่า ผมมาอยู่เมืองไทย 20 กว่าปีแล้ว อายุครึ่งหนึ่งอยู่ในพม่า อีกครึ่งหนึ่งอยู่ในประเทศไทย สักวันหนึ่งผมคงรู้ว่าผมเป็นคนไทย ถ้าในชีวิตผมไม่ได้ รุ่นลูกต้องได้รู้แน่นอน"

อานนท์บอกว่า ตนเองเกิดในประเทศไทย สาเหตุที่พ่อแม่เลือกมาอยู่ในแผ่นดินไทยก็ด้วยพระบารมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ดังนั้น "เราไม่เคยคิดสร้างปัญหาให้แผ่นดิน ไม่คิดสร้างความเดือดร้อนให้บ้านเมือง เราอยากอยู่อย่างสันติสุข ซึ่งเป็นไปตามหลักของศาสนา" อานนท์กล่าวด้วยเสียงหนักแน่น.

โหวตข่าวนี้
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement