advertisement

น้ำท่วมปี 85

โดย บาราย 9 ก.ย. 2555 05:00

น้ําท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 มีผลให้สะทก สะท้านหวั่นไหว จนรัฐบาลต้องทุ่มเทเงินก้อนใหญ่ วางแผนแก้ไข ถึงขนาดต้องทดสอบแผนรับน้ำท่วมกันเมื่อสองสามวันนี้ หากเทียบกับน้ำท่วมใหญ่ปี 2485 คนกรุงเทพฯ และชานกรุงรับสภาพน้ำอย่างไม่หนาวร้อนเท่าใดนัก

โกวิท ตั้งตรงจิตร นักเขียนสารคดีดีเด่นแห่งชาติ เล่าไว้ในหนังสือ “เล่าความหลังเมื่อครั้งสงคราม” (สำนักพิมพ์พิมพ์คำ) ตอน มหาวาตภัย น้ำท่วมใหญ่ในยามศึกว่า

หลังเดือนกุมภาพันธ์ 2485 กองทัพญี่ปุ่นที่ใช้ฐานทัพในไทย รุกรบเข้าไปในพม่า มลายู เป็นผลสำเร็จแล้ว ฝ่ายสัมพันธมิตร ซึ่งใช้ฐานทัพอากาศในอินเดีย ก็ยังตั้งตัวไม่ติด การโจมตีทางอากาศของอังกฤษ อเมริกา ก็ทิ้งช่วงห่างลงไป

ปลายเดือนกรกฎาคม มีข่าวน้ำท่วมภาคเหนือ มากกว่าปีที่ผ่านๆมาสองเท่าตัว ฝนตกหนักตลอดวันตลอดคืน ถนนทางรถไฟถูกน้ำท่วมตัดขาด ราวกลางเดือนกันยายน น้ำท่วมล้นถึงชานกรุงปลายเดือนก็บ่าเข้ากรุงเทพฯ

ต้นเดือนตุลาคม ระดับน้ำสูงขึ้นท่วมถนนสูงถึงหนึ่งเมตร ทางการประกาศปิดโรงเรียน มหาวิทยาลัย บริเวณที่เป็นถนนกลายเป็นท้องน้ำ
เรือพาย เรือแจว ขวักไขว่ สภาพกรุงเทพฯตอนนั้น พอก้าวลงจากบ้านก็เจอน้ำ

ครอบครัวคุณโกวิท ฐานะดี คุณยายมีเรือขนาดบรรทุก 5 คน ใช้พายสามเล่ม จึงพากันพายเรือไปเที่ยวดูน้ำอย่างสนุกสนาน เหนื่อยนักก็แวะกินข้าวกินน้ำ จากร้านที่มีบริการทุกมุมเมืองที่น้ำท่วม แต่ราคาอาหารแพงขึ้นทุกอย่าง ข้าวสารกระสอบละ 12 บาท ขึ้นเป็น 20 บาท

เงินตราสมัยต้นสงครามญี่ปุ่นยังมีค่ามาก เช่นเรือพายนั่งได้ 4 คนแถมพาย 2 เล่ม ราคาไม่เกิน 120 บาท เรือบดนั่งได้ 2 คน ราคาหนึ่งชั่ง (80 บาท)

อารมณ์ของคนกรุงที่ถูกน้ำท่วม ยังรื่นเริงผ่องใส...คุณโกวิทเล่าว่า พายเรือออกจากบ้านหลังสนามกีฬาแห่งชาติ (ขณะนั้น ทหารญี่ปุ่นอยู่เป็นแสน) ไปตามถนนบรรทัดทอง ไปถึงสะพานเหลือง เลี้ยวขวาไปหน้าหัวลำโพง เจอรถยนต์ สามล้อ เรือแจว เรือพาย จำนวนนับร้อย

พายเรือต่อไปทางถนนเจริญกรุง เยาวราช ถึงหน้าวังบูรพาภิรมย์ โผล่ไปออกทางสะพานหัน พาหุรัด พายลัดออกไปสำรวจแถวหน้าศาลาเฉลิมกรุง มุ่งไปทางวัดพระเชตุพน แถวกรมการรักษาดินแดน สวนเจ้าเชตุ น้ำนองและไหลแรง พายตัดถนนท้ายวัง ออกไปวังท่าเตียน ตลาดใหญ่หลังวิหารพระนอนวัดโพธิ์ คึกคักไปด้วยพ่อค้าแม่ขาย

ท่าเตียนตอนนั้นเป็นตลาดขนส่งสินค้าจากทุกจังหวัด เป็นศูนย์กลางคมนาคมทางเรือ มีเรือเขียว เรือแดง แข่งบริการ ไปอยุธยา เสนา ผักไห่ สุพรรณ อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท นครสวรรค์

พายเรือต่อไปปากคลองตลาด ใกล้โรงเรียนราชินี โรงพักพระราชวัง เรือแพก็คับคั่ง เรือขายข้าวแกง ผลไม้ ก๋วยเตี๋ยว

ส่วนคนที่ไม่มีเรือ ก็มักเดินเท้า เมื่อต้องเดินลุยน้ำทุกวัน ก็เป็นโรคน้ำกัดเท้า ยาทาแก้น้ำกัดเท้าขายดีจนถึงขาดตลาด พ่อค้าก็ถือโอกาสโขกราคาตามใจชอบ

พายเรือเที่ยวชมย่านใจกลางกรุงจนเบื่อแล้ว วันต่อไป คุณโกวิทหันหัวเรือไปทางทุ่งบางเขน วนเวียนอยู่ตั้งแต่หลักสี่ ดอนเมือง หลักหก คลองรังสิต เชียงราก...

หน้าวัดพระศรีมหาธาตุ เพิ่งสร้างใหม่ๆ น้ำท่วมหมดจนไม่เหลือทางเดิน มองแล้วเหมือนพระสมุทรเจดีย์ (ที่ปากน้ำสมุทรปราการ) พระมหาเจดีย์สีขาวบริสุทธิ์ผุดผ่องล่องลอยอยู่กลางผืนน้ำใส มีเงาทาบลงผืนน้ำงดงามมาก

เมื่อพายเรือไปถึงสนามบินดอนเมือง ฟังชื่อดอน แต่น้ำก็ท่วมจนมิดสนามบิน ดูไปเหมือนบึงบอระเพ็ดมากกว่า มีบันทึกเป็นทางการว่า รันเวย์น้ำท่วมสูง 1 เมตร กองทัพอากาศต้องอพยพเครื่องบินไปไว้ที่โคกกระเทียม ลพบุรี และที่บ้านแพะ สระบุรี ทหารอากาศขาดแคลนอาหาร ต้องสั่งให้กองบินใหญ่ผสมภาคพายัพ จัดหาอาหารสดจากภาคเหนือมาส่งให้

วันที่ 14 ตุลาคม 2485 เมื่ออาหารสดจากภาคเหนือมาถึงดอนเมือง ก็ต้องส่งด้วยวิธีทิ้งลง ทหารดอนเมืองเอาเรือเครื่องยนต์ติดท้ายแล่นไป
รอรับ ก็รับได้ส่วนใหญ่ มีกระสอบหนึ่งแตก ผักในกระสอบลอยฟ่อง ทหารต้องช่วยกันพายเรือเก็บ

ในกระสอบหนึ่งมีไก่เป็นตัวหนึ่ง เมื่อโยนลงมา กระสอบแตกไก่ต้องลอยคอ ทหารไปถึงก็ช้อนขึ้นเรือ พอขึ้นเรือได้ ไก่ก็ขยับปีกสลัดน้ำ โก่งคอขัน เหมือนบอกว่า “ข้าไม่ตายแล้วโว้ย” ท่านรองแม่ทัพเห็นเข้าก็ชอบใจ เอาไก่ตัวนั้นไปเลี้ยงไว้

คุณโกวิทเล่าว่า ในเดือนสองเดือนที่น้ำท่วมใหญ่ มองไปทางไหนเห็นแต่น้ำกับฟ้า ฝนก็ยังอุตส่าห์ตกลงมาซ้ำ วันไหนน้ำทะเลหนุนทางปากอ่าว ระดับน้ำก็ยิ่งท่วมสูง วันนั้นคุณโกวิทพายเรือไปเที่ยวลานพระบรมรูปทรงม้า เห็นคนเดินลุยน้ำถึงระดับหน้าอก แสดงว่าน้ำท่วมสูง 1 เมตร

น้ำท่วมหนักขนาดนั้น คุณโกวิทเล่าว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็ยังยิ้มได้ ทอดแหตกกุ้งปลา มากินกันอย่างสบายใจ

ก่อนหน้าน้ำท่วมเครื่องบินฝ่ายสัมพันธมิตร บินมาทิ้งระเบิดหลายครั้ง ในบ้านในสถานที่ราชการ จึงสร้างหลุมหลบภัยกันไว้ เมื่อน้ำท่วมหลุมหลบภัยก็ใช้ไม่ได้ ระหว่างผจญกับน้ำท่วม เครื่องบินพันธมิตรไม่ส่งมาบอมบ์กรุงเทพฯ เหมือนที่เคย คนไทยก็แอบคุยกัน ทหารพันธมิตรยังมีหัวใจมนุษยธรรม

เมื่อน้ำลดลงได้ไม่นาน คนกรุงเทพฯที่กำลังยิ้มได้ ก็ต้องหน้าหมองลงไปอีก

วันที่ 26 พ.ย. เวลาตีหนึ่งกว่า เสียงหวอก็โหยหวนขึ้นทุกทิศทาง เสียงหวอเงียบลงไม่ถึงนาที เสียงกระหึ่มครึ้มดังของเครื่องบินสัมพันธมิตร บินเกาะเป็นฝูงมาในระดับสูงก็ดังแทน

ลำแสงไฟฉายหลายสิบดวงกวาดไปทั่วท้องฟ้า เสียงปืนใหญ่ ปืนต่อสู้อากาศยานก็ดัง ขึ้นทันที

เป้าหมายของเครื่องบินสัมพันธมิตรครั้งนี้ อยู่ที่ท่าเรือใหญ่ขนถ่ายสินค้า โรงกลั่นน้ำมันของเชลล์ แถวช่องนนทรี คุณโกวิท เล่าว่า เหตุการณ์นั้นเหมือนฝันร้าย แม้ระเบิดจะไม่ถูกเป้าหมายใหญ่ แต่ก็มีชาวบ้านถูกระเบิดตายไปนับสิบคน.

 

บาราย

โหวตข่าวนี้