advertisement

เศรษฐกิจอาเซียน

โดย หมัดเหล็ก 10 ก.ค. 2555 05:00

ในอนาคต การรวมตัวของ ประชาคมอาเซียน จะสะดุดขาตัวเองเหมือนกับกลุ่มประเทศยูโรโซนหรือไม่เป็นเรื่องที่คาดการณ์ยากแต่ประเมินจากปัจจัยพื้นฐานแล้วเศรษฐกิจในอาเซียนจะมีขนาดที่ใหญ่ขึ้น มุมมองเรื่องของเศรษฐกิจอาเซียน ผู้ว่าการแบงก์ชาติ ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุลได้แสดงทรรศนะเอาไว้ ว่า  ประชาคม เศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี เกิดจากผู้นำทั้ง 10 ประเทศไม่ใช่แค่ทำให้เศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ใหญ่ขึ้นเท่านั้น แต่ด้านการค้าการลงทุนก็ได้รับความสนใจด้วย และจากข้อมูลของสหประชาชาติ เมื่อ 10 ประเทศอาเซียนที่มีประชากรมากถึง 600 ล้านคนรวมตัวกันได้อย่างแข็งแกร่งจะทำให้เศรษฐกิจโตขึ้นเป็นอันดับสองของโลก

นอกจาก 10 ประเทศแล้ว ยังมีประเทศพันธมิตร อาเซียนบวกสาม อย่าง จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีจะทำให้สัดส่วนทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 21 ประมาณว่าใกล้เคียงกับเศรษฐกิจของสหรัฐฯ

สำหรับประเทศไทยมีเศรษฐกิจอยู่ในอันดับที่ 32 ก็ไม่แย่จนเกินไป แต่ขนาดของเศรษฐกิจมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 0.5 เท่านั้น กรณีของประเทศไทยมีโจทย์ที่ต้องคิดเพิ่มเติมคือ เมื่อมีการใช้ปัจจัยการผลิตร่วมกันก็ควรที่จะใช้ปัจจัยอื่นๆร่วมกันด้วย เพราะประเทศไทยกำลังอยู่ในกับดักรายได้ในระดับปานกลาง ต่อไปประเทศที่กำลังพัฒนา อาทิ ลาว พม่าก็จะพัฒนาประเทศไปไกลกว่านี้เพื่อออกจากกับดักดังกล่าว เราจึงจำเป็นต้องอาศัยปัจจัยการผลิตของประเทศเพื่อนบ้าน การผลิต การส่งขาย ต้องรวมตัวกันในการสร้างตลาดการค้าและสินค้ารวมทั้งเรื่องทุนและแรงงาน

อีกปัจจัยที่น่าคิด เป็นจดหมายที่ ดร.ประสาร เขียนถึง อ.ป๋วย เผยแพร่ในวารสารพระสยาม ที่ตีพิมพ์เผยแพร่ภายในธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุถึงเบื้องหลังการต่อรองระหว่างรัฐบาลนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กับผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทย   กรณีการโอนหนี้กองทุนฟื้นฟูให้ ธปท.รับภาระแทน เพื่อลดตัวเลขหนี้สาธารณะและให้รัฐบาลสามารถที่จะกู้เงินเพิ่มเติมได้อีก

โดยต้นเหตุของการโอนหนี้ครั้งนี้มาจาก นโยบายการใช้จ่ายเงินเกินตัวของรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการลดแลกแจกแถมหรือโครงการประชานิยม ซึ่งเป็นนโยบายระหว่างหาเสียงของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยในช่วงเลือกตั้ง ที่ก่อให้เกิดการขาดดุลงบประมาณ

การใช้จ่ายมากๆของรัฐบาลมักจะ นำมาสู่ข้อเรียกร้องแปลกๆ ต่อแบงก์ชาติ ยกตัวอย่างเรื่องการโอนหนี้กองทุนฟื้นฟู ที่รัฐบาลมีความพยายามจะโอนหนี้ให้มาอยู่กับแบงก์ชาติ เสนอหลักการเข้าครม.เป็นวาระลับ โดยที่แบงก์ชาติไม่ทราบมาก่อน ให้เหตุผลว่าต้องการให้หนี้สาธารณะลดลงและทำให้สามารถกู้เงินเพิ่มได้อีก

ดร.ประสารตบท้ายจม.ด้วยข้อความดังนี้ “ผมดีใจนะครับที่มีโอกาสเขียนเล่าเหตุการณ์ให้อาจารย์ทราบ เพราะอาจารย์คงเคยประสบเหตุการณ์ที่คล้ายๆกัน โดยเฉพาะความพยายามในการโอนทรัพย์สินของแบงก์ชาติ ผมยังจำได้ถึงข้อเขียนที่อาจารย์เคยบันทึกไว้ว่า เรื่องทุนสำรองนี่ไม่ใช่ของผมและไม่ใช่ของใครในธนาคารชาตินี่ และไม่ใช่ของพวกคุณไม่ใช่ของรัฐบาลเป็นของชาติทั้งชาติและก็เป็นของลูกหลานของเราที่จะมีต่อไป” คงไม่ต้องมองไปไกลถึงเศรษฐกิจอาเซียน ปัดกวาดขยะในบ้านให้เรียบร้อยก่อนดีไหม.


หมัดเหล็ก

โหวตข่าวนี้