advertisement

เงินบาทแข็ง : สัญญาณเตือนภัยเศรษฐกิจ

โดย ซูม 23 ม.ค. 2556 05:00

ในช่วง 2-3 วันมานี้ ท่านผู้อ่านคงจะได้ยินแล้วนะครับว่านักเศรษฐศาสตร์หลายท่านได้ออกมาแสดงความวิตกกังวลว่าเงินบาท

ของไทยเราเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ค่อนข้างจะแข็งเกินไป

อันอาจจะทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการส่งสินค้าออกต่างๆ ไปขายต่างประเทศ

เนื่องเพราะเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างมากในช่วงนี้จะทำให้สินค้าไทยแพงขึ้นทันที ในสายตาของลูกค้าต่างแดน

อันจะมีผลทำให้ประเทศไทยส่งออกได้น้อยลง ซึ่งจะส่งผลกระทบไปถึงความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง

จากตัวเลขล่าสุดค่าเงินบาทของไทยเราอยู่ราวๆ 29 บาทกว่าๆ เมื่อเทียบกับ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ

ปกติจะอยู่ที่ 30 กว่าบาทต่อดอลลาร์ บางครั้งก็ 31 บาทต่อดอลลาร์ จนเราพูดกันติดปากว่า เวลาจะเทียบเงินดอลลาร์กลับมาเป็นเงินไทยให้เอา 30 คูณ หรือไม่ก็ 31 คูณ

แต่ตอนนี้ต้องหันมาพูดกันว่า 29 คูณ เสียแล้วละครับ เพราะมีการคาดการณ์กันว่า หากแนวโน้มยังเป็นอย่างนี้ ค่าเงินบาทจะกลายเป็น  29.50 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงกลางปี และเหลือ 29 บาทถ้วนๆ ในช่วงปลายปี

ด้วยเหตุนี้เองเราจึงได้ยินเสียงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กิตติรัตน์ ณ ระนอง เปรยกับผู้สื่อข่าวว่า ท่านรู้สึกเป็นห่วงเพราะค่าเงินบาทที่แข็งโป๊กขึ้นนี้ จะทำให้ผู้ส่งออกไทยทำงานยาก และไม่น่าจะสะท้อนสภาพความเป็นจริง

คำปรารภหรือการแสดงความห่วงใยของ รมว.คลัง กิตติรัตน์ ณ ระนอง แสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของความรู้ความเข้าใจในเรื่องค่าเงินของคนไทยอย่างใหญ่หลวงในช่วง 30 ปีที่ผ่านมานี้

ในอดีตคนไทยโดยทั่วไป... โดยเฉพาะสื่อมวลชนไทยจะชอบให้เงินบาทไทยแข็ง เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ ยิ่งแข็งเท่าไรก็ยิ่งชอบเท่านั้น

เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของไทยยุคโน้น ตัดสินใจลดค่าเงินหรือทำให้เงินบาทไทยอ่อนตัวลง จึงถูกวิพากษ์วิจารณ์ หรือบ่อยครั้งถึงขั้นถูกด่าทอไม่มีชิ้นดี

ปู่ สมหมาย ฮุนตระกูล และ ดร.ไพจิตร เอื้อทวีกูล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เคยโดนมาแล้วอย่างหนัก

มิไยที่ทั้ง 2 ท่านจะพยายามชี้แจงว่า เงินอ่อนดีกว่าเงินแข็งอย่างไร? จะช่วยในการส่งออกได้ดีแค่ไหน? จะช่วยดึงให้นักท่องเที่ยวต่างประเทศอยากมาเที่ยวเมืองไทยแค่ไหน?

แต่ทั้งสื่อทั้งคนไทยต่างก็ไม่ฟังและไม่เชื่อ

จนกระทั่งผลจากการลดค่าเงินบาทในยุคของรัฐมนตรีทั้ง 2 ท่าน ซึ่งอยู่ในรัฐบาลของ “ป๋าเปรม” เริ่มออกฤทธิ์ ทำให้สินค้าออกของไทยพุ่งกระฉูด และนักท่องเที่ยวก็หลั่งไหลมาเที่ยวเมืองไทยอย่างชนิดล้นหลาม

นั่นแหละคนไทยจึงหันมาเชื่อโดยสนิทใจว่าเงินอ่อนดีกว่าเงินแข็ง และเมื่อท่านรัฐมนตรีคลังปัจจุบันออกมาพูดว่า เงินบาทเราแข็งเกินไปแล้วควรจะอ่อนลงบ้าง ผู้คนต่างก็เข้าใจและไม่มีใครคัดค้าน

สำหรับในสถานการณ์ปัจจุบันก็คงต้องเป็นหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทยที่จะต้องดูแล และหาวิธีการที่จะทำให้ค่าเงินบาทเป็นไปตามความจริง หากว่ายังไม่สะท้อนความจริงดังที่ท่านรัฐมนตรีกล่าวไว้

ก็พอจะทราบกันอยู่แล้วว่าขณะนี้มีการเก็งกำไรจากค่าเงินบาทเกิดขึ้นไม่น้อย สืบเนื่องมาจากเงินลงทุนระยะสั้นที่ไหลเข้ามาสู่ประเทศไทย เพื่อการลงทุนทั้งในตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้

รายละเอียดต่างๆธนาคารแห่งประเทศไทยน่าจะมีข้อมูลที่ลึกพอและหวังว่าคงจะสามารถดำเนินการให้ค่าเงินบาทของเรากลับสู่สภาพความเป็นจริงได้ในที่สุด

ขอฝากไว้แต่เพียงว่า ปัญหาเรื่องนี้แม้ไม่ใช่เรื่องเล็กแต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่จนต้องวิตกเกินเหตุ...ขอให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงการคลัง และ ฯลฯ ปรึกษาหารือกันให้ดีๆเพื่อให้ได้มาตรการที่เหมาะสมที่สุด

สิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติเลยก็คือ การทะเลาะกันหรือการให้สัมภาษณ์แบบถกเถียงกันผ่านสื่อมวลชน...มีอะไรขอให้คุยกันเงียบๆ ตกลงอะไรกันได้ค่อยออกมาแถลงข่าว...เป็นวิธีการที่ดีที่สุดครับ.


“ซูม”

โหวตข่าวนี้