advertisement

เพราะจอมพลป.แท้ๆ 70 ปี ยังแก้ปัญหาไม่ตก

โดย ซูม 30 ส.ค. 2555 05:00

ผมเพิ่งทราบจากข้อเขียนของคุณ “โรม บุนนาค” ในนิตยสาร In Love ของค่ายสยามสปอร์ตเล่มล่าสุด ประจำเดือนสิงหาคม นี่แหละครับ ว่าประเทศไทยเราเคยมีองค์การระดับชาติองค์การหนึ่ง สำหรับทำหน้าที่ส่งเสริมประชาชนให้แต่งงานกันมากขึ้น

มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “องค์การส่งเสริมการสมรส” จัดตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2485 หรือเมื่อ 70 ปีที่แล้ว ในยุคที่ จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี

เหตุผลของ จอมพล ป. ก็คือประเทศไทยของเรามีประชากรน้อยเกินไป คือมีเพียง 18 ล้านคน ใน พ.ศ. ดังกล่าว จึงไม่มีศักยภาพพอที่จะเป็นประเทศมหาอำนาจได้

เพราะการจะเป็นประเทศมหาอำนาจได้นั้น จะต้องมีประชากร (สมัยโน้นใช้คำว่าพลเมือง) 30-40 ล้านคน ขึ้นไปเป็นอย่างน้อย

จอมพล ป. ซึ่งมีความประสงค์อย่างยิ่งยวดที่จะเห็นประเทศไทยเป็นประเทศมหาอำนาจจึงสั่งการให้มีการจัดตั้งองค์การนี้ขึ้น เพื่อชักชวนประชาชน ให้แต่งงานกันมากขึ้น อันจะเป็นหนทางหนึ่งที่จะเพิ่มจำนวนพลเมืองไทยให้ก้าวไปสู่หลัก 30-40 ล้านได้อย่างรวดเร็ว

องค์การส่งเสริมการสมรส มีปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน อธิบดีกรมสาธารณสุขเป็นรองประธาน อธิบดีกรมการแพทย์ อธิบดีกรม ประชาสงเคราะห์ ฯลฯ เป็นกรรมการ

ในการประชุมครั้งแรก ที่ประชุมมีความเห็นว่าในการเพิ่มพลเมืองนั้นจะต้องให้มีคนเกิดมาก แต่ตายน้อยและการที่จะให้คนเกิดมากก็ต้อง ส่งเสริมให้คนแต่งงานกันมากขึ้น

ที่ประชุมพบว่าอุปสรรคของการแต่งงานที่สำคัญก็คือการเรียกสินสอดทองหมั้น ฉะนั้นควรหาทางแนะให้เลิกประเพณีนี้เสีย

อีกประการหนึ่งการแต่งงานต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง ควรจัดรวมกัน หลายๆคู่เพื่อการประหยัด เช่นการสมรสหมู่ เป็นต้น

นอกนั้นยังพบอีกว่าชายหญิงในยุค พ.ศ.2485 ยังขาดการสมาคมระหว่างเพศ ควรจัดให้หนุ่มสาวพบปะสมาคมกัน

ที่ประชุมยังมีมติให้ส่งเสริมการจัดงานให้เห็นประโยชน์ของการแต่งงาน ด้วยการโฆษณาทางวิทยุ หนังสือพิมพ์ เพลง ละคร และโปสเตอร์ ทำแบบเดียว กับแผนประชาสัมพันธ์เรื่องใดเรื่องหนึ่ง ในยุคนี้เป๊ะเลย

นพ.พูน   ไวทยการ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานองค์การได้เขียนบทความออกเผยแพร่ชักชวนประชาชนให้ทำการสมรสยาวเหยียดมีการอ้างอิงตัวเลข อ้างอิงหลักวิชาการ คล้ายๆกับบทความทางวิชาการในยุคปัจจุบันเลยทีเดียว

กลุ่มเป้าหมายที่องค์การส่งเสริมการสมรสจะส่งเสริมชักชวนได้แก่ คนโสดทั่วราชอาณาจักรทั้ง 2 เพศที่มีถึง 1,895,675 คน จากการสำรวจ สำมะโนครัวเมื่อ พ.ศ.2480

ท่านประธานองค์การระบุด้วยว่า เมื่อทำการสมรสหรือมีเรือนแล้ว แต่ละคู่ควรมีลูก 4 คน เพื่อให้ ดำรงชาติ แทนคนโสด แทนคนเป็นหมัน หรือคนมีบุตรคนเดียวและแทนผู้มีอายุสั้น ฯลฯ

ท่านระบุไว้ในบทความด้วยว่า “ผู้ที่มีลัทธิเห็นแก่ตัวโดยมีบุตรคนเดียว หรือ 2 คนนั้น ชาวเราไม่ควรรับพิจารณาและยึดถือ”

นอกจากบทความที่ว่าแล้ว องค์การยังทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งโดย การจัดตั้ง สำนักงานสื่อสมรส ขึ้นตามจังหวัดต่างๆทั่วประเทศ โดยมี ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นหัวหน้าสำนักงาน

จากนั้นก็เชิญผู้ลงทะเบียนมาพบกันในงานที่จังหวัดจัดขึ้น เพื่อนำไปสู่การสมัครรักใคร่และสมรสกันต่อไป ดังเช่นในกรุงเทพฯ มีการจัดงาน ตักบาตรข้าวสารที่วัดสุทัศนเทพวราราม ในวันที่ 19 ธันวาคม 2486 เพื่อให้หนุ่มสาวได้มีโอกาสพบกันตามวัตถุประสงค์นี้

เนื้อที่ของผมหมดเสียแล้วคงต้องจบเพียงเท่านี้ ทั้งๆที่ความจริงยังมีมาตรการที่น่าสนใจที่องค์การนี้ได้จัดทำเพื่อส่งเสริมการสมรสอีกมาก

เอาเป็นว่าองค์การของจอมพล ป.ประสบความสำเร็จอย่างใหญ่หลวง ประเทศไทยก้าวสู่ยุค “เบบี้บูม” มีประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

จนเกิดความวิตกว่าจะเร็วเกินไปแล้ว ต้องมาวางแผนครอบครัวเพื่อลดอัตราเพิ่มประชากรกันอย่างขนานใหญ่ เมื่อประมาณ พ.ศ. 2514 หรือ 30 ปีให้หลัง (ปลายแผนพัฒนาฉบับที่ 2) เป็นต้นมา

อะไรไม่อะไร ทฤษฎีของจอมพล ป.นั้น ผิดถนัดเลย เพราะหลังจากที่ประชากรไทยเพิ่มมากขึ้นแล้วประเทศไทยก็มิได้เป็นมหาอำนาจดังที่หวังไว้ แม้จนเดี๋ยวนี้มีถึง 66-67 ล้านคน ก็ยังไม่ใช่มหาอำนาจอยู่ดี

คุณ “โรม บุนนาค” คนนำเรื่องนี้มาเปิดเผยก็เลยสรุปไว้ว่า “นอกจากไม่ทำให้ประเทศไทยเป็นมหาอำนาจแล้ว คนไทยที่เกิดมากๆเหล่านี้ยังมา ทะเลาะกันเองเสียอีก ทะเลาะตั้งแต่ยุคจอมพล ป.จนถึงเดี๋ยวนี้ ยังไม่หยุดเสียที”.

 

“ซูม”

โหวตข่าวนี้