อีกเพียงวันเดียวเท่านั้น มหกรรมกีฬาโอลิมปิก ครั้งที่ 30 จะเริ่มขึ้นแล้ว ที่มหานครลอนดอน ประเทศอังกฤษ ด้วยพิธีเปิดอันยิ่งใหญ่เกรียงไกรในช่วงเวลาดึกๆของคืนวันศุกร์ที่ 27 ก.ค. (ประมาณ 2 นาฬิกาเศษๆ เช้าวันใหม่)
ท่านผู้อ่านที่สนใจจะดูชมก็เชิญตามสะดวกนะครับ เพราะเท่าที่ติดตามการแถลงข่าวมาโดยตลอด จะมีการออกอากาศทางโทรทัศน์ในหลายๆระบบ ไม่มีภาวะ “จอดำ” เกิดขึ้นอย่างแน่นอน
ที่อยากเชิญชวนให้ดูพิธีเปิดก็เพราะจะเป็นฝีมือการกำกับของ แดนนี่ บอยล์ สุดยอดผู้กำกับมือตุ๊กตาทองที่เคยคว้ารางวัลมาถึง 8 ตุ๊กตาทอง จากภาพยนตร์เรื่อง “สลัมด๊อก มิลเลียนแนร์” เมื่อ 2-3 ปีก่อน
จะยิ่งใหญ่อลังการแค่ไหน? จะสู้ฝีมือของ จาง อี้ โหมว ผู้กำกับดังระดับโลกของจีน ที่โชว์ฟอร์มเอาไว้เมื่อ “ปักกิ่งเกมส์” 4 ปีที่แล้วได้หรือไม่? คงจะได้รู้กันในคืนวันพรุ่งนี้
สำหรับนักกีฬาของไทยเราคราวนี้ ไปแค่ 37 คนเองครับ ถือเป็นกองร้อยเล็กๆเท่านั้น จะเรียกว่า “ทัพนักกีฬา” อย่างที่เคยเรียกก็ดูกระไรอยู่
จะมีใครคว้าเหรียญรางวัลมาปลอบขวัญคนไทยได้บ้างหรือไม่ ต้องลุ้นไปเรื่อยๆนะครับ
งวดนี้เราน่าจะมีโอกาสลุ้นได้พอสมควรสำหรับนักชกไทยที่ไปแข่งขัน 3 รุ่น กับกีฬายกนํ้าหนัก 4 รุ่น และเทควันโดอีก 3 รุ่น
กีฬาอื่นๆคงหวังได้ยาก ยกเว้นแบดมินตันที่มีข่าวว่าเราพัฒนาฝีมือขึ้นมาแยะในช่วงนี้ มีสิทธิ์ลุ้น “เหรียญ” กับเขาได้บ้างเหมือนกัน
ก็เอาเถอะครับ...ได้แค่ไหนก็พอใจแค่นั้น...หรือหากจะโชคร้ายไม่ได้เลยสักเหรียญ เราก็เข้าใจ และจะทำใจล่วงหน้า
ขอให้นักกีฬาของเราทุกคนสู้ให้เต็มที่เอาไว้ก่อนก็แล้วกัน พวกเราชาวไทยที่อยู่หลังจะส่งใจไปช่วยเชียร์ถึงลอนดอนอย่างเต็มที่
การแข่งขันกีฬา โดยเฉพาะโอลิมปิก หรือเอเชียนเกมส์ หรือซีเกมส์ มีส่วนดีมากๆ ก็ตรงนี้แหละ คือทำให้คนไทยเราหันมาร่วมแรงร่วมใจกันทั้งประเทศ
ไม่มีสีไหนอยู่ในใจทั้งสิ้น นอกจาก “สามสี” หรือ “ไตรรงค์”...นํ้าเงิน ขาว แดง อันเป็นสีของธงชาติไทย
ครั้นเมื่อนักกีฬาไทยได้ชัยชนะกลับมา เราก็จะปลื้มใจกันทั้งประเทศ โดยเฉพาะเหรียญโอลิมปิกนั้น เป็นเหรียญรางวัลที่ยิ่งใหญ่เสมอ
เมื่อตอนที่ สมรักษ์ คำสิงห์ ได้เหรียญทองโอลิมปิกมาฝากคนไทยเป็นครั้งแรก เมื่อ พ.ศ.2539 หรือปี 1996 ผมยังจำได้ดี
ก่อนหน้านั้นนักกีฬาไทยเราได้อย่างเก่งก็แค่เหรียญเงินกับเหรียญทองแดงเท่านั้น ไม่เคยมีโอกาสจะได้สัมผัสเหรียญทองกับเขาเลยสักครั้ง
หนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ โดยท่านหัวหน้ากอง สราวุธ วัชรพล จึงประกาศรวมพลังขอความอนุเคราะห์จากบรรดา อภิมหาสปอนเซอร์ ทั้งหลายแบบเดียวกับที่ขออนุเคราะห์ให้มาสนับสนุนการทายผลฟุตบอลโลก ฟุตบอลยูโรนี่แหละครับ
เพื่อจะรวมเงินก้อนใหญ่สักก้อนหนึ่งสำหรับเป็นรางวัลแก่นักกีฬาไทยที่ได้เหรียญทองเหรียญแรกของประเทศไทย
ปรากฏว่าได้มา 10 ล้านบาท ซึ่งนับว่าเป็นเงินก้อนใหญ่มากใน พ.ศ.2539 และมากพอที่จะจูงใจให้นักกีฬาไทยทุ่มเทอย่างสุดความสามารถ เพราะมีรางวัลตอบแทนรออยู่
ดังนั้น ถ้าจะถามว่า ประเพณีอัดฉีดเหรียญทองโอลิมปิกมาจากไหน ก็ตอบได้เลยว่ามาจากไทยรัฐอีกน่ะแหละที่ริเริ่มขึ้นเป็นเจ้าแรก และเงิน 10 ล้านบาทก้อนแรกก็เป็นของ สมรักษ์ คำสิงห์ หลังจากที่เขาคว้าเหรียญทองเหรียญแรกของประเทศไทยได้สำเร็จด้วยประการฉะนี้
หลังจากบุกเบิกปีแรกแล้ว ไทยรัฐเราก็ช่วยดำเนินการต่อคือ จัดหาให้อีกครั้ง 2 ครั้งจนเห็นว่ามีผู้รับช่วงหลายๆเจ้าแล้ว เราก็วางมือ
ทุกวันนี้ นักกีฬาไทยมีเงินอัดฉีดหรือเงินรางวัลอย่างจุใจจากการกีฬาแห่งประเทศไทยและสปอนเซอร์ต่างๆ ที่ประกาศให้โดยตรง น่าจะเกิน 10 ล้านบาทต่อเหรียญทองกระมัง
ขอบคุณสปอนเซอร์ทุกสปอนเซอร์ไว้ ณ ที่นี้ และก็ขอขอบคุณนักกีฬาไทยล่วงหน้าไว้ ณ ที่นี้เช่นกัน
ขอบคุณสำหรับเหรียญทองแห่งชัยชนะน่ะน้องๆเอ๋ย...เงินสดน้องๆเอาไปเลย พวกเราชาวไทยขอแค่มีความสุขจากชัยชนะของน้องๆเท่านั้นแหละ.
“ซูม”




















