advertisement

ดีใจปิดประชุมสภา

โดย ซูม 18 มิ.ย. 2555 05:00

เมื่อวานนี้ หนังสือพิมพ์ลงข่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตราพระราชกฤษฎีกา ปิดประชุมรัฐสภาสมัยสามัญ นิติบัญญัติ พ.ศ.2555 ตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายน เป็นต้นไปแล้ว

ผมอ่านแล้วก็รู้สึกสบายอกสบายใจ ส่งผลให้ดัชนีความสุขส่วนตัวของผมพุ่งขึ้นสูงปรี๊ดทันที

รายงานข่าวบอกด้วยว่าจะกลับมาเปิดสมัยประชุมกันใหม่อีกครั้งในต้นเดือนสิงหาคม รวมเวลากว่าหนึ่งเดือนเต็มๆ

จริงๆแล้วผมควรจะรู้สึกเสียใจหรือเสียดายมากกว่าเพราะการปิดประชุมสภาจะส่งผลให้ท่านผู้แทนราษฎรทั้งหลายได้เงินเดือนไปฟรีๆโดยไม่ต้องทำงานอะไรที่เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติตามหน้าที่โดยตรงของท่าน

โดยเฉพาะงานในด้านพิจารณาร่างกฎหมายต่างๆที่น่าจะมีค้างคาอยู่ในสภาจำนวนมาก

เหตุที่เกิดความดีใจแทนที่จะเสียใจก็เป็นเพราะจากนี้ไปจะไม่มีใครมาทะเลาะกัน มาส่งเสียงโหวกเหวกใส่กัน หรือช่วงหลังๆทำท่าเหมือนจะต่อยตีกันให้รำคาญหู รำคาญตา อีกพักใหญ่ๆ

ต้องยอมรับครับว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมา ขณะมีการพิจารณากฎหมายที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งมากยิ่งขึ้นหลายฉบับนั้น คนไทยจำนวนมาก บังเกิดความทุกข์ใจอย่างบอกไม่ถูก

นอกจากจะหันหน้าเข้าปรับทุกข์ผูกมิตรกันในระหว่างเพื่อนๆ ฝูงๆ หรือภายในครอบครัวแล้ว...ปรากฏว่าคนไทยยังแอบไปสวดมนต์ตามวัดตามวาจำนวนไม่น้อย

แต่ก็อาจจะเป็นเพราะพลังพิเศษจากการสวดมนต์ก็ได้นะครับที่บันดาลให้ทุกสิ่งทุกอย่างผ่านไปด้วยดี

การเผชิญหน้าทั้งในเรื่องการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ และร่าง พ.ร.บ. (ไม่) ปรองดอง จึงค่อยๆคลี่คลายลงไป

อาจจะมีการแพ้การชนะกันบ้าง มีการเบี้ยวในสภากันบ้าง ทำให้ญัตติบางเรื่องต้องตกไป เพราะคะแนนโหวตไม่พอบ้าง

ก็อย่าไปคิดอะไรมากเลยครับ เพราะหากเกิดเสียงโหวตพอ อาจจะนำไปสู่ปัญหาใหญ่หลวงที่อาจจะบานปลายไม่รู้จะแก้อย่างไรก็เป็นได้

ผมจึงเห็นด้วยอย่างยิ่งกับข้อเสนอของหลายๆฝ่ายที่ขอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเดินหมากการเมืองทั้งหลายลองไปนั่งเงียบๆ ใช้ความคิดไตร่ตรองอย่างใจเย็นๆ ในช่วงปิดสภากว่า 1 เดือนที่ว่านี้

การได้อยู่เงียบๆ ได้นั่งคิดหน้าคิดหลังอาจจะทำให้เกิดปัญญา หาทางออกให้แก่ประเทศชาติของเราได้โดยไม่มีการเสียเลือดเนื้อ หรือการปะทะรุนแรงอย่างที่หวั่นเกรง

อย่างที่นักวิชาการเขาสรุปแหละครับว่า สังคมไทยเราแบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายใหญ่ๆ มาหลายปีแล้ว ซึ่งเป็นธรรมชาติของประเทศไทยมาแต่ไหนแต่ไร

ที่เขาใช้คำว่า “2 นครา” หรือ 2 เมือง ซ้อนกันอยู่นั่นแหละ

เรามี “ตลาดล่าง-ตลาดบน” ที่นักการตลาดเขาใช้เป็นแนวทางในการเจาะตลาดมานานนักหนา

เรามีเพลง “ลูกกรุง-ลูกทุ่ง” มาตั้งแต่ผมจำความได้ หรือไม่ต่ำกว่า 60 ปี มาแล้ว

เรามี “คอหนังเทศ กับ คอหนังไทย” ที่แยกกลุ่มดูหนังกันโดยสิ้นเชิงในยุคหนึ่ง

แม้หนังสือเล่มหรือหนังสือพิมพ์ ก็มี 2 ประเภท ทั้งสำหรับปัญญาชนและสำหรับชาวบ้านทั่วๆไป

แต่เราก็อยู่กันมาได้อย่างสงบแบบโลกใครโลกมัน  มีความสุขอยู่ในโลก หรือในกลุ่มของเราเอง

นานๆก็โผล่หน้าไปสังเกตการณ์เสียหน่อยว่าฝ่ายโน้น กลุ่มโน้น เขาคิดยังไง? มีอะไรใหม่ๆบ้าง?

จนกระทั่งมาถึงยุคความแตกต่างในเรื่องการเมืองนี่แหละครับ จึงได้เกิดความวุ่นวาย ความขัดแย้ง ไปจนถึงความน่ากลัวว่าจะมีการปะทะอย่างหนักในวันใดวันหนึ่ง

เพราะโลกการเมืองไม่ใช่โลกใครโลกมันแต่เป็นโลกแห่งการแย่งชิงอำนาจ ซึ่งจะต้องต่อสู้กันเพื่อให้บรรลุถึงอำนาจ และแนวคิดของแต่ละฝ่าย

จึงเกิดการกระทบกระทั่งกันมาโดยตลอดในช่วงหลังๆ

แต่วันนี้เมื่อเห็นทุกฝ่ายพักรบ ถอยไปตั้งหลักจากการที่สภาปิดเดือนเศษ ผมจึงรู้สึกคลายใจและมีความสุขขึ้นมานิดหน่อยอย่างที่ว่า

ช่วยกันคิดหาทางออกให้เจอนะครับว่า จะทำยังไงให้คนไทยที่แตกความคิดเป็น 2 กลุ่ม ในทางการเมืองอยู่ร่วมกันได้เหมือนคอเพลงฝรั่ง “โก๋หลังวัง” เขาอยู่กับคอเพลงลูกทุ่ง สุรพล สมบัติเจริญ อย่างมีความสุขในยุคโน้น.


“ซูม”

โหวตข่าวนี้