โลกบันทึกประวัติศาสตร์อีกครั้ง เมื่อยานสำรวจ “คิวริออสซิตี้” ของนาซา แลนดิ้งบนพื้นผิวดาวอังคาร อย่างราบรื่นเมื่อเที่ยงครึ่งวันจันทร์ที่ผ่านมา
ถือเป็นความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในการสำรวจดาวอังคารที่อยู่ห่างไกลจากโลกถึง 570 ล้าน กม.
ต้องใช้เวลาเดินทางบนถนนอวกาศนานถึง 8 เดือน
จากนี้ไปยานคิวริออสซิตี้ 6 ล้อ หนัก 1 ตัน ใช้พลังงานนิวเคลียร์ จะเริ่มปฏิบัติการสำรวจพื้นผิวดาวอังคารครบวงจร
ข้อมูลต่างๆของดาวเคราะห์สีแดงที่มนุษย์ไม่เคยทราบมาก่อนจะไม่เป็นความลึกลับอีกต่อไป
ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเกี่ยวกับสภาพอากาศ สภาพพื้นผิวที่มีลักษณะคล้ายทะเลทราย การสำรวจหาแหล่งน้ำ พืช สัตว์ และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ (ถ้ามี) รวมทั้งการสำรวจหาแหล่งแร่ คาร์บอน แบบเจาะลึกลงไปใต้ผิวดาวอังคาร
เพื่อเทียบเคียงหาความเหมือนและความแตกต่างกับโลกของเรา
นี่คือความเหลือเชื่อ ที่มนุษย์สามารถทำได้สำเร็จจริงๆ
ถ้าย้อนอดีตกลับไป 40 ปี เมื่อมนุษย์ อวกาศชุดแรกขึ้นไปเหยียบบนดวงจันทร์
วันนั้น “แม่ลูกจันทร์” ไปเกาะติดข่าวอยู่ที่สถานีดาวเทียมศรีราชา ไปปักหลักกินนอนอยู่ที่นั่นติดกัน 3 วัน 3 คืน
ครั้งแรกที่ได้เห็นภาพถ่ายทอดสดๆ ผ่านจอทีวี (ขาวดำ) ยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งว่าสิ่งที่เห็นเป็นเรื่องจริง??
บัดนี้ โลกก้าวล้ำหน้าทะลุข้ามอวกาศไปถึงดาวอังคาร ไม่น่าเชื่อว่าเป็นไปได้ แต่มันก็เป็นไปแล้วจริงๆ
“แม่ลูกจันทร์” มองว่าความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ของโครงการสำรวจดาวอังคารที่นาซาใช้เงินลงทุนถึง 75,000 ล้านเหรียญ ถ้าเทียบกับโครงการสำรวจชั้นบรรยากาศที่นาซาขอใช้สนามบินอู่ตะเภาเป็นฐานปฏิบัติการ โครงการของเรามันเล็กๆ จิ๊บๆ เท่านั้นเอง
น่าเสียดายที่โครงการร่วมมือศึกษาสภาพอากาศระหว่างนาซากับประเทศไทยถูกขยายผลเป็นประเด็นการเมืองจนต้องล้มกลางคัน
ทั้งๆที่ข้อมูลที่จะเกิดจากโครงการนี้จะเป็นประโยชน์มหาศาลต่อการศึกษาสภาพฝนและสภาพอากาศของไทยโดยตรง
แต่เอาเถอะ...เรื่องมันจบไปแล้วก็ให้แล้วกันไป
“แม่ลูกจันทร์” มองแง่ดีว่าถึงจะไม่มีข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศเพื่อใช้วิเคราะห์ปริมาณฝนและปริมาณน้ำอย่างแม่นยำ
แต่ถ้าเตรียมป้องกันวิกฤติน้ำท่วมครบวงจร ถึงปีนี้ปริมาณน้ำฝนจะมากเท่าปีก่อน ผลกระทบจากน้ำท่วมจะไม่รุนแรง
“แม่ลูกจันทร์” เอาช่วงเวลาปีที่แล้วกับปีนี้มาเทียบกันเดือนต่อเดือน
กลางเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว (หลังเสร็จเลือกตั้งใหญ่) เกิดฝนตกหนักน้ำท่วมภาคเหนือและภาคอีสานหลายจังหวัดพร้อมกัน
แต่เดือนกรกฎาคมปีนี้ ยังไม่เกิดน้ำท่วมแม้แต่จังหวัดเดียว
นี่คือสัญญาณดีที่ “แม่ลูกจันทร์” เบาใจ
ต้นเดือนสิงหาคมปีก่อนวิกฤติน้ำท่วมเริ่มขยายพื้นที่ลงมาสู่จังหวัดภาคกลาง
แต่ต้นเดือนสิงหาคมปีนี้ ยังไม่มีสัญญาณบ่งชี้ว่าจะเกิดน้ำท่วมปุบปับฉับพลัน
นี่คือความแตกต่างระหว่างปีนี้กับปีก่อนที่เห็นชัดเจน
ข้อสำคัญการพร่องน้ำเขื่อนใหญ่ล่วงหน้า สามารถรองรับปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นอีก 10 เปอร์เซ็นต์
โครงการป้องกันน้ำท่วมระยะเร่งด่วนตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ 7.5 หมื่นล้านบาท จะช่วยลดผลกระทบจากน้ำท่วมได้อีก 20 เปอร์เซ็นต์
อนึ่ง ถ้าเดือนกันยายนน้ำไม่ท่วมพิษณุโลก นครสวรรค์ ลพบุรี ระเบิดเถิดเทิง ปีนี้ประเทศไทยจะรอดมหาวิกฤติน้ำท่วมใหญ่แน่นอน
โอมเพี้ยง...ขอให้รอดเถอะโยม.
"แม่ลูกจันทร์"




















