advertisement

เกลือจิ้มเกลือ

โดย แม่ลูกจันทร์ 18 มิ.ย. 2555 05:01

ยี่ห้ออดีต ส.ว. “เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ” โผล่ไปที่ไหนต้องเป็นเรื่องทุกที

เพราะข้อมูลก็ดี ข้อกฎหมายก็ดี ที่ “เรืองไกร” หยิบขึ้นมาเปิดประเด็นมันเป็นแง่มุมที่คนอื่นคิดไม่ถึง หรือคนอื่นมองข้ามไป

อย่างเรื่องล่าสุดที่ “เรืองไกร” กำลังทำให้ศาลรัฐธรรมนูญปวดตับอย่างแรง

กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญรับวินิจฉัยคำร้องที่มีผู้กล่าวหารัฐบาล และรัฐสภาแก้ไขรัฐธรรมนูญ เข้าข่ายล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย

แต่แทนที่จะรอให้อัยการสูงสุดสอบข้อเท็จจริงตามขั้นตอน แล้วค่อยยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามกติกา

ศาลรัฐธรรมนูญกลับสวมวิญญาณแม่นาคพระโขนงยื่นมือยาวๆเอื้อมไปรับคำร้องโดยตรง

อ้างว่ามีอำนาจรับคำร้องได้เอง โดยไม่ต้องผ่านอัยการสูงสุดตามที่กำหนดในมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญ

เล่นเอานักกฎหมายวิจารณ์กันแซ่ดไปทั่วบ้านทั่วเมือง

“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่าถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ เข้าข่ายล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยตามข้อกล่าวหาจริง

การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนก็ล้มตึง

รัฐบาลนายกฯยิ่งลักษณ์ ก็ล้มครืน

ตามมาด้วยการยุบพรรคเพื่อไทย และพรรคร่วมรัฐบาล

แถมด้วยการตัดสิทธิการเมือง ส.ส. และ ส.ว. 416 คน ที่โหวตสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

เป็นไปตามแผนกิน 4 ต่อเข้าฮอส อย่างที่เค้าลือกัน

นี่จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นแผน “เกลือจิ้มเกลือ” ของ “เรืองไกร”

เพราะเมื่อศาลรัฐธรรมนูญอ้างว่ามีอำนาจรับพิจารณาคำร้องได้เอง โดยไม่ต้องผ่านอัยการสูงสุดให้เสียเวลา

“เรืองไกร” ก็ใช้แผนเกลือจิ้มเกลือ เล่นทางลัดยื่นคำร้องศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงว่าการจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร และการโหวตเลือก “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เป็น นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2551 เข้าข่ายการได้อำนาจการปกครองที่ไม่ได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

ใช้มาตรา 68 ย้อนศรศาลรัฐธรรมนูญกลับไปอีกที

ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญจำต้องรับคำร้องของ “เรืองไกร” ไว้พิจารณา

เพราะถ้าศาลรัฐธรรมนูญไม่รับพิจารณา ก็ไม่รู้จะหาเหตุผลอะไรมาอธิบาย??

“แม่ลูกจันทร์” เชื่อว่าถึงศาลรัฐธรรมนูญจะรับคำร้อง “เรืองไกร” ไว้พิจารณา

แต่สุดท้ายศาลรัฐธรรมนูญจะ “ยกคำร้อง” เหมือนเดิม

เรื่องที่จะไปถึงขั้นยุบพรรคประชาธิปัตย์ ตัดสิทธิการเมือง  กก.พรรคยกพวง ...ลืมไปได้เลย!!

แต่ล่าสุด “เรืองไกร” เตรียมข้อมูลเด็ดยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญแบบไม่ผ่านอัยการสูงสุดเพิ่มอีกประเด็น

ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าถ้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐสภาเข้าข่ายล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย ผู้ที่กระทำผิดตามมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญ ย่อมไม่ใช่ ส.ส. และ ส.ว. 416 คน ที่โหวตผ่านร่างรัฐธรรมนูญวาระที่ 1 และวาระที่ 2 ฝ่ายเดียว

แต่ ส.ส.ฝ่ายค้าน และ ส.ว.ที่ร่วมเป็นคณะกรรมาธิการพิจารณาแปรญัตติรัฐธรรมนูญทั้ง 45 คน ก็ต้องมีส่วนกระทำผิดข้อหาเดียวกัน

รวมทั้ง ส.ส. และ ส.ว. ที่ยื่นขอแปรญัตติร่างรัฐธรรมนูญอีก 178 คน ซึ่งร่วมพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญในที่ประชุมรัฐสภา...

ก็ต้องเข้าข่ายกระทำความผิดทุกคน

สรุปว่า ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าผิด ก็ต้องผิดทั้ง 2 ฝ่าย

ถ้าศาลจะยุบพรรคก็ต้องยุบทุกพรรค

และถ้าจะตัดสิทธิการเมืองก็ต้องตัดสิทธิ ส.ส. ส.ว.ทั้งสภา

หาเรื่องปวดตับให้ศาลรัฐธรรมนูญเพิ่มอีกแล้วนะ “เรืองไกร”.


"แม่ลูกจันทร์"

โหวตข่าวนี้