แม้จะยังไม่ล้มกันทั้งแผง แต่ก็เริ่มขยายวงไปเรื่อยๆ จากประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่ง เริ่มจากกรีซก็ลามมาถึงสเปนเป็นประเทศล่าสุด ทำให้แผนที่ดำเนินการแก้ไขมาตลอดของวิกฤติหนี้สาธารณะของกลุ่มประเทศยูโรก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้า
ที่สเปนนั้นดูท่าว่าจะหนักหนาสากรรจ์เพราะประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นลำดับ 4 ของยุโรป หากมีอะไรเป็นไปมากกว่านี้ก็ยุ่งกันไปหมดแน่
และนั่นก็หมายความว่ามันจะต้องลามไปถึงอิตาลี ซึ่งถือเป็นลำดับ 3 ของยุโรปในด้านความเติบโตทางเศรษฐกิจที่ส่ออาการออกมาให้เห็นกันแล้ว
ไทยนั้นเจอเข้าไปแล้วคือการส่งออก
มีตัวเลขระบุว่าในเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา การส่งออกของไทยลดลง 2.5% มีมูลค่า 2.01 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ เมื่อเทียบกับเดือน มิ.ย. 54 ที่ส่งออกเป็นเงินไทย 6.16 แสนล้านบาท
นั่นทำให้ไทยขาดดุลสูงสุดถึง 1.03 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ เมื่อเทียบกับการนำเข้าในรอบครึ่งปีมูลค่า 1.12 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
นี่เพียงแค่จุดเริ่มต้นของผลกระทบเท่านั้น
อย่างไรก็ดี มีการจัดอันดับความเสี่ยง เมเปิลครอฟต์ของอังกฤษได้เปิดเผยถึงดัชนีผลกระทบจากวิกฤติหนี้ของยุโรป แล้วปรากฏว่า อังกฤษซึ่งเป็นประเทศนอกยูโรโซนจะมีความเสี่ยงหนักที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของโลก
เหตุผลก็เพราะมีความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจกับประเทศต่างๆ ในกลุ่มยูโรโซนมากที่สุด ทั้งด้านการค้าและการลงทุน พูดง่ายๆ มีการพึ่งพาการค้าขายกันมากที่สุดถึง 20% เมื่อยูโรทรุด อังกฤษก็ต้องเจอเข้าไปเต็มๆ
หากเกิดการล่มสลายจริงๆ การค้าของอังกฤษจะหดตัวลงอีก 7%
ภาคธนาคารของอังกฤษจะเสียหาย 3.8 แสนล้านปอนด์หรือราว 18.6 ล้านล้านบาท เรียกว่าเป็นโดมิโนอย่างแน่นอนไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ เพราะอังกฤษนั้นเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ลำดับต้นๆของโลกด้วย
นอกจากอังกฤษแล้วยังได้รายงานด้วยว่าประเทศในภาคยุโรปตะวันออก สแกนดิเนเวียและแอฟริกาใต้จะได้รับความเสี่ยงมากที่สุด 10 อันดับแรก เนื่องจากมีความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจกับกลุ่มยูโรเป็นอย่างมาก
กอปรกับมีภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจที่ต่ำมากก็ต้องมีผลกระทบมาก
ขณะที่ประเทศตลาดเกิดใหม่อย่างเช่น บราซิล รัสเซีย อินเดีย และแอฟริกาใต้ ซึ่งจะได้รับความเสี่ยงในระดับสูง ยกเว้นจีนซึ่งมีความเสี่ยงในระดับปานกลาง
ประเทศไทยยังโชคดีอยู่ในระดับปานกลาง
เหนืออื่นใดมีการจัดอันดับความเสี่ยง 169 ประเทศทั่วโลก โดยพิจารณาจากยอดการค้า การลงทุน และตัวเลขทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ
มีข้อสรุปว่าประเทศที่ต้องพึ่งพาเศรษฐกิจกับเขตยูโรโซนมากเท่าใดก็จะยิ่งได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจมากที่สุด เช่น ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม ที่หดตัวลง ศักยภาพการแข่งขันทางเศรษฐกิจจะลดลงอย่างหนัก
และก็ชี้ให้เห็นว่านี่เป็นข้อเสียของการรวมกลุ่มทาง เศรษฐกิจ
ที่นำเรื่องนี้มากล่าวถึงก็เมื่อประเทศในกลุ่มยูโรโซนเกิดปัญหา อย่างหนัก ขณะที่ประเทศในกลุ่มอาเซียนซึ่งอีก 2 ปีกว่าๆ ก็จะวันดีเดย์ คือ การรวมกันเป็นกลุ่มประชาคมเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจ (เออีซี)
แม้ด้านหนึ่งจะยังไม่ถึงขั้นเต็มรูปแบบเพราะยังไม่ได้ใช้เงินสกุลเดียวกัน แต่ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนก็ไม่ต่างกัน ยิ่งไปกว่านั้นด้วยความแตกต่างกันของสภาพเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา วัฒนธรรม มันคงมีปัญหามากไม่ใช่น้อย
นี่คือสิ่งที่รัฐบาลไทยจะต้องเตรียมรับมือให้ดีที่สุด.
“สายล่อฟ้า”




















