ยังมีความพยายามที่จะจุดพลุให้มีการลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 3 กันอีก ด้วยการใช้เงื่อนไขก่อนวันปิดสมัยประชุม ในวันที่ 19 มิ.ย. คือวันที่ 18 มิ.ย. ซึ่งเป็นวันสุดท้าย แต่ปรากฏว่านายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ออกมายืนยันว่าไม่เป็นความจริง
ด้วยเหตุผลที่ว่าเมื่อตัดสินใจเลื่อนการลงมติออกไปก็เพราะไม่ต้องการให้เกิดปัญหาความขัดแย้ง และให้ทุกฝ่ายกลับไปตั้งสติและหันหน้ามาคุยกัน ดีกว่าที่จะดึงดันจนทำให้เกิดปัญหาอย่างที่ผ่านมา
ก็ต้องเชื่อกันแหละครับ...
เป็นที่รู้กันดีว่าเหตุผลที่ต้องถอยกันไปก่อนนั้นเพราะอะไร เนื่องจากมีปัญหาคาบเกี่ยวกับการที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ชะลอการลงมติไปก่อน เพราะจะได้วินิจฉัยตามคำร้องที่เกิดข้อสงสัยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่
หากดันทุรังต่อไปก็เท่ากับว่าขัดคำสั่งศาลและจะมีผลกระทบตามมา ทั้งตัวประธานรัฐสภาเอง นายกฯ ส.ส.ที่ร่วมลงมติสนับสนุน ที่หนักไปกว่านั้นก็คือมีสิทธิถูกยุบพรรคด้วย
การเลื่อนลงมติออกไปและปิดสมัยประชุมสภาจึงเป็นทางออกสำหรับทุกฝ่าย และเท่ากับว่ารอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยออกมาเสียก่อน
แม้จะทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งในพรรคเพื่อไทยและกลุ่มคนเสื้อแดง แต่ก็เป็นทางลงที่เสียหน้าบ้าง แต่ก็ทำให้ภาพรวมดีขึ้นและไม่เกิดปัญหาตามมาภายหลัง
เวลานี้จึงอยู่ที่รัฐบาลจะต้องทำการบ้านอย่างหนัก เพื่อชี้แจงให้ศาลรัฐธรรมนูญทราบถึงเหตุผลที่ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญว่ามีความจำเป็นแค่ไหน และการดำเนินการต่างๆถูกต้อง ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่การล้มล้างระบอบประชาธิปไตย
ตรงนี้ต่างหากที่จะลบล้างข้อกล่าวหาและสามารถเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไปได้ ซึ่งในสภาพความเป็นจริงแล้วการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นไม่ใช่เรื่องหนักหนานัก แต่ พ.ร.บ.ปรองดองนั่นแหละจะเกิดปัญหา
อย่างไรก็ดี รัฐสภาจะเกิดสมัยประชุมอีกครั้งก็ต้นเดือน ส.ค. จึงยังมีเวลาอีกเดือนกว่าๆ หากคิดว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญและ พ.ร.บ.ปรองดองจะทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นมาอีก ผู้รับผิดชอบก็ควรจะต้อง หาทางแก้ไขเสียเนิ่นๆ
การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยออกมาในทางบวก ก็ต้องมีขั้นตอนในการดำเนินการอีกหลายอย่าง เริ่มต้นก็คือการเลือกตั้ง ส.ส.ร. ซึ่งจะเข้ามาทำหน้าที่ในการยกร่างรัฐธรรมนูญ
เนื้อหาสาระที่จะมีการแก้ไขกันนั้นจะเป็นไฮไลต์สำคัญว่าจะมีทิศทางไปทางไหน ซึ่งเชื่อว่ารัฐบาลพรรคเพื่อไทยน่าจะมีคำตอบอยู่แล้ว หมายความว่ามีการจัดทำ “พิมพ์เขียว” เอาไว้แล้ว เพียงแต่ว่าจะผลักดันให้สำเร็จอย่างที่ต้องการหรือไม่และจะฝ่าแรงต้านไปได้หรือไม่
เหนืออื่นใดที่วิตกกังวลกันน่าจะเป็น พ.ร.บ.ปรองดองนี่แหละ แม้จะมองเห็นตัวตนของฝ่ายสนับสนุนว่าเป็นใครกลุ่มใดบ้าง หรือฝ่ายคัดค้านว่าเป็นใครกลุ่มใดบ้างก็ตาม
แต่ที่ไม่ควรลืมก็คือยังมีการแสดงความคิดเห็นที่ต่างออกไป และไม่ต้องการให้เกิดปัญหาขัดแย้งขึ้นมาอีก ด้วยการเสนอว่าควรจะมีการนำเรื่องนี้มาพูดคุยกัน รวมถึงฟังความเห็นของประชาชนในวงกว้างเพื่อจะได้มีทางออกที่ดีกว่านี้
สิ่งที่ต้องยอมรับก็คือแม้คนไทยทุกคนหวังให้เกิดความปรองดองเพื่อบ้านเมืองจะเดินเข้าสู่ความเป็นปกติ จึงต้องเปิดใจรับฟังเพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน อย่างน้อยก็ต้องถอยคนละก้าว เพราะมันไม่ใช่เรื่องเอาแพ้เอาชนะกัน
โดยเฉพาะฝ่ายที่เสนอร่าง พ.ร.บ.ปรองดองควรที่จะตระหนักและรับผิดชอบมากที่สุด ไม่ควรจะดึงดันว่าจะต้องเอาอย่างนี้ ใครจะมาคัดค้านต่อต้านไม่ได้
ยังมีเวลาและไม่ต้องเร่งรีบ แต่จะต้องขจัดความขัดแย้งในเบื้องต้นก่อน.
“สายล่อฟ้า”




















