ขณะที่ พ.ร.บ.ปรองดองต้องเลื่อนยาวออกไป เนื่องจากปัญหาความขัดแย้ง แต่ก็เกิดประเด็นใหม่ขึ้นมาอีก เมื่อ ศาลรัฐธรรมนูญรับพิจารณาคำร้องที่ให้ตีความว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งกำลังรอการพิจารณาในวาระ 3 ว่าขัดรัฐธรรมนูญเป็นการล้มล้างระบอบประชาธิปไตยหรือไม่
จึงมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้ชะลอการลงมติในวาระ 3 เอาไว้ก่อน จนกว่าจะมีการวินิจฉัยเรื่องนี้ออกมาว่าผลจะเป็นอย่างไร
นั่นทำให้การลงมติในวาระ 3 ซึ่งกำหนดเอาไว้วันที่ 5 มิ.ย.55 ต้องเลื่อนออกไป แต่ปรากฏว่าได้เกิดปัญหาขัดแย้งกันขึ้นมาอีก
เมื่อมีเสียงคัดค้านว่าการที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวนั้นมีผลผูกพันต่อรัฐสภาหรือไม่ เพราะเป็นการก้าวก่ายฝ่ายนิติบัญญัติ
พูดง่ายๆว่า ไม่ยอมรับ หรือฝืนคำสั่งศาล...ว่างั้นเถอะ
แรงไปกว่านั้นมีการระบุว่าคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้เท่ากับว่าเป็นการปล้นสิทธิของประชาชน เป็นการรัฐประหารโดยตุลาการภิวัฒน์ เพราะเกิดการร่วมกันของกระบวนการหนึ่งที่เคยโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
โดยให้เหตุผลว่าการที่ศาลมีมติรับไต่สวน ม.68 ของรัฐธรรมนูญและมีคำสั่งชะลอการลงมติวาระ 3 เป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เนื่องจากรัฐธรรมนูญให้อำนาจการบัญญัติกฎหมายและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่มีอำนาจ แม้แต่การวินิจฉัย
อีกด้านหนึ่ง ประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่า ไม่ได้มีเจตนาขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เพราะมีผู้ร้องขอให้ศาลดำเนินการตาม ม.68 ก็ต้องไต่สวนให้ได้ข้อเท็จจริงว่าการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองตามที่มีการกล่าวหาหรือไม่ หากเห็นว่ายังไม่มีพฤติการณ์ก็ยกคำร้อง ทุกอย่างก็จบ
ถือว่าเป็นการทำหน้าที่ตรวจสอบ “ถ่วงดุล”
นอกจากนั้น ยังปฏิเสธว่าไม่มี “ใบสั่ง” หรือ “รับงาน” จากใครทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น “ป๋าเปรม” หรือใครทั้งนั้น
อย่างไรก็ดี เรื่องนี้ทำท่าว่าจะบานปลาย เนื่องจากจะมีการส่งเรื่องให้ประธานรัฐสภาพิจารณาว่าจะดำเนินการลงมติการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 3 ต่อไปหรือไม่ อีกทั้งจะมีการเข้าชื่อเพื่อถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 8 ท่าน
เว้นแต่นายชัช ชลวร เพียงคนเดียว เนื่องจากเป็นเสียงเดียวที่ เห็นว่าไม่ควรรับคำร้องที่ให้มีการตีความ
เหนืออื่นใด ประเด็นนี้ด้านหนึ่งก็ต้องว่ากันในข้อกฎหมายว่าศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจที่จะพิจารณาหรือไม่ และการยื่นคำร้องดังกล่าวดำเนินการถูกต้องหรือไม่
อีกด้านหนึ่งแน่นอนว่าเป็นประเด็นการเมืองอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะตุลาการรัฐธรรมนูญชุดนี้เว้นแต่นายชัชจะถูกมองว่าเป็นองค์กรที่เชื่อมโยงกับฝ่ายอำมาตย์ ซึ่งเป็นกลไกในการทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม
การไม่ยอมรับองค์กรอิสระนี้เกิดขึ้นมาตลอด ยิ่งมีการวินิจฉัยที่ทำให้เกิดความรู้สึกว่าเข้าข้างอีกฝ่าย ทำลายอีกฝ่าย ล่าสุดกรณีวินิจฉัยให้นายจตุพร พรหมพันธุ์ พ้นจากสมาชิกภาพ ส.ส. ยิ่งก่อเชื้อความไม่พอใจมากยิ่งขึ้น
จนกระทั่งมาถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นปมประเด็นใหญ่และกำลังจะผ่านขั้นตอนสุดท้ายคือการลงมติในวาระ 3 จึงเกิดปฏิกิริยาไม่พอใจที่ขยายวงกว้าง และจะไม่ยอมรับคำตัดสินชี้ขาดอีกต่อไป
อย่างไรก็ดี ความพยายามที่จะล้มองค์กรอิสระนั้นมีมาอย่าง ต่อเนื่อง แม้กระทั่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญแม้จะยังไม่มีเนื้อหาสาระออกมาแต่ก็มีแนวคิดนี้ รวมถึง พ.ร.บ.ปรองดองนั่นก็ชัดเจนอยู่แล้ว
และจะส่งผลกระเทือนต่อสถาบันตุลาการอย่างแน่นอน.
“สายล่อฟ้า”




















