การชุมนุมใหญ่เพื่อทำสงครามขับไล่รัฐบาลและอำมาตย์ของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ที่ผ่านมา กว่าสัปดาห์ ต้องถือว่าเป็นการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ แม้จะมีมือมืดลอบยิงระเบิดในบางที่ มีการใช้ วาทะที่ร้อนแรงบนเวทีปราศรัย และมีการทำพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ด้วยการเทเลือดในบางสถานที่ แต่ก็ถือว่ายังอยู่ในกรอบของสันติวิธี
ถ้ามองโลกในแง่ดี ก็อาจจะมีความหวังว่ามีการเคลื่อนไหวหลายอย่างที่ส่อแสดงว่าคนไทยอาจเริ่มมองเห็นแสงสว่างริบหรี่ที่ปลายอุโมงค์ เพราะมีเครือข่ายสันติวิธีหลายขบวนการออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลและผู้ชุมนุมเปิดการเจรจาร่วมกันหาทางออกโดยสันติ โดยมุ่งจุดหมายอันชอบธรรมของทั้งสองฝ่าย เช่น การเลือกตั้งที่ชอบธรรมหลังการยุบสภา ภายในกรอบเวลาที่เห็นพ้องต้องกัน
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภาภายใน 3 เดือน ให้รัฐสภาผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในส่วนที่เป็นปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อให้เกิดกติกาการเลือกตั้งที่นักการเมืองยอมรับ ให้พรรค การเมืองเปิดเจรจา เพื่อให้ทุกพรรคสามารถหาเสียงได้ในทุกพื้นที่ และให้ยอมรับการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง เพื่อขจัดความขัดแย้งในสังคม และป้องกันความรุนแรง
แม้แต่รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ก็เอ่ยเอื้อนวาจาว่ารัฐบาลพร้อมที่ จะพูดจากับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และแกนนำ กลุ่มคนเสื้อแดงบางคน และนายกรัฐมนตรีก็ไม่เคยปิดกั้นการเจรจา ขณะเดียวกัน แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงบางคน ก็ประกาศว่าไม่ได้ปิดประตูการเจรจา แต่ยืนยันข้อเรียกร้องเดิมคือให้ยุบสภา ปัญหาการยุบสภาน่าจะเจรจาต่อรองกันได้ ประเด็นสำคัญคือจังหวะเวลาที่เหมาะสม
ยิ่งกว่านั้น ยังมี ส.ว.บางส่วนได้ ไปพบแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง และรับเป็นตัวกลางนำเรื่องที่กลุ่มคนเสื้อแดงต้องการไปแจ้งต่อรัฐบาล และมีประธานวุฒิสภากับ ส.ว.อีก 66 คน เห็นพ้องกันว่าจะขอเปิดอภิปรายทั่วไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 161 เพื่อให้รัฐบาลชี้แจง ปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินให้รัฐสภาเป็นเวทีที่รับฟัง และสะท้อนปัญหา เพื่อแก้ความขัดแย้งโดยสันติ
จะเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง ถ้าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในความขัดแย้งมองเห็นร่วมกันว่าจะต้องแก้ปัญหาด้วยสันติวิธีเท่านั้น และร่วมกันปฏิเสธการแก้ปัญหาด้วยความรุนแรงทุกรูปแบบ เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ความรุนแรงไม่เคยแก้ปัญหา มีแต่จะซ้ำเติมให้เลวร้าย รัฐบาลจะต้องไม่ปิดหนทางของการ เจรจาโดยเด็ดขาด เพราะรัฐบาลต้องรับผิดชอบต่อความสงบเรียบร้อยของประเทศชาติ
ในเวทีของรัฐสภา อาจจะฟื้นฟูคณะกรรมการสมานฉันท์ขึ้นมาอีกก็ได้ และมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างจริงจังในการแสวงหาทางการแก้ไขความขัดแย้งโดยสันติ จะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ารัฐสภาสามารถแก้ปัญหา ของประเทศได้โดยสันติตามวิถีทางรัฐธรรมนูญ และวิถีทางประชาธิปไตย ทุกฝ่ายจะต้องเลิกยึดแนวทางสุดโต่ง และหันมาเดินทางสายกลาง หรือมัชฌิมาปฏิปทาของพระพุทธศาสนา.




















