คอการเมืองส่วนใหญ่เชื่อว่า ในการประชุมรัฐสภาสมัยสามัญทั่วไปนี้ การเมืองในสภาจะกลับมาดุเดือดเผ็ดร้อนอีกครั้ง และอาจไหลทะลักออกนอกสภา เนื่องจากที่ร่างกฎหมายสำคัญ 2 ฉบับ ยังค้างอยู่ในระเบียบวาระการประชุม ได้แก่ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา 291 และร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ ซึ่งอยู่ในวาระเร่งด่วน และเป็นระเบิดเวลา
มติของพรรคร่วมรัฐบาลให้ชะลอการพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 3 เพื่อให้คณะทำงานของรัฐบาลร่วมกันศึกษาทั้งเนื้อหาและกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แสดงว่าจะไม่แก้ไขเป็นรายมาตรา แต่จะเดินหน้าแก้ไขทั้งฉบับ โดยผ่านกระบวนการ ส.ส.ร. ส่วนร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรให้เลื่อนการพิจารณาเอาไว้ก่อน
เสียงข้างมากในสภาผู้แทน- ราษฎรซึ่งเป็นฝ่ายรัฐบาล ให้เลื่อนร่าง พ.ร.บ. 10 ฉบับ ขึ้นมาพิจารณาก่อน จากนั้นก็จะถึงคิวของร่าง พ.ร.บ. 4 ฉบับ แสดงว่ารัฐบาลไม่ได้ถอนร่าง พ.ร.บ.ปรองดองตามที่ประธานรัฐสภาเคยเสนอแนะ และไม่ต้องจัดรับฟังความคิดเห็นฝ่ายต่างๆ หรือ “ประชาเสวนา” ตามที่ประธานเสนอ และ ครม.เคยมีมติ
การจัดประชาเสวนาหรือสุนทรีย- สนทนา เพื่อให้ทุกฝ่ายเข้าร่วมในการพูดคุยเพื่อหาทางออกร่วมกัน ในการสร้างความปรองดองในชาติ ตามที่สถาบันพระปกเกล้าเสนอผ่านรายงานการวิจัย จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าร่าง พ.ร.บ.ปรองดองยังคาอยู่ในระเบียบ วาระการประชุมของสภา พร้อมที่จะยกขึ้นมาพิจารณาได้ทุกเมื่อ และอาจผ่าน 3 วาระรวด ถ้าหากต้องการ
ถ้าต้องการเปิดเวทีเสวนาหรือสนทนาที่แท้จริง เพื่อรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่ายอย่างสร้างสรรค์ รัฐบาลจะต้องเปิดใจกว้าง เริ่มต้นด้วยการแสดงความจริงใจ และทุกฝ่ายจะต้องทำจิตให้ว่าง แต่การเปิดเวทีรับฟังความเห็นประชาชน ในขณะที่รัฐบาลได้ฟันธงแล้วว่าจะสร้างความปรองดองอย่างไร และมีร่างกฎหมายอยู่ในสภาแล้ว เพียงแต่หาเสียงสนับสนุน
หมายถึงการหาเสียงประชาชน เพื่อจูงใจให้สนับสนุนร่าง พ.ร.บ.ปรองดองของรัฐบาล เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่ตนเอง และอาจนำไปอ้างว่าร่าง พ.ร.บ.ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนท่วมท้น ถ้ารัฐบาลมีธงของตนอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องจัดประชาเสวนา เพราะจะกลายเป็นการหลอกลวงชาวบ้าน แต่ควรให้ออกเสียงประชามติ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยดีกว่า
ประชาเสวนาหรือสุนทรียสนทนา ของแท้ จะต้องมอบให้องค์กรผู้มีความเป็นกลางในทางการเมืองเป็นเจ้าภาพ สถาบันพระปกเกล้าน่าจะเหมาะสมที่สุด เพราะเป็นองค์กรของรัฐสภา มีประสบการณ์การจัดเสวนา และมีเครือข่ายศูนย์การเมืองภาคพลเมืองอยู่ทั่วประเทศ แต่ถ้าจะจัดประชาเสวนาที่ไม่ใช่ของจริง อย่าจัดเสียเลยจะดีกว่า เสียทั้งเวลาและเงินแผ่นดิน.




















