ปัญหาหลักการเมืองไทย - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
advertisement

ปัญหาหลักการเมืองไทย

โดย 6 มิ.ย. 2552 05:00
1,493 ครั้ง


คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐ-ธรรมนูญ ซึ่งแบ่งงานกันทำในรูปแบบคณะอนุกรรมการหลายคณะ เริ่มจะได้ข้อสรุปที่เป็นรูปธรรมแล้ว  เสียงข้างมากเห็นว่าควรยก เลิกการยุบพรรค การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคที่ถูกยุบทั้งคณะ และแก้ไขบทบัญญัติเกี่ยวกับการทำสัญญากับต่างประเทศ และการดำรงตำแหน่งทางการเมืองของ ส.ส.

เห็นได้ชัดว่า บทบัญญัติส่วนใหญ่ ที่ต้องการแก้ไขหรือยกเลิก ล้วนแต่เป็นส่วนได้ ส่วนเสียโดยตรงของนักการเมือง ดังที่มีเสียงวิจารณ์ว่าเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยนักการ เมืองและเพื่อนักการเมือง เรื่องที่เสียงส่วนใหญ่ เห็นว่าน่าจะแก้ไขมากที่สุดคือ การยุบพรรค และการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคที่ถูกยุบ โดยอ้างว่าทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ จึงควรลงโทษแต่เฉพาะผู้ทำผิด

ยิ่งกว่านั้น ยังมีแนวความคิดที่จะให้ลดอำนาจคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยตัดอำนาจการให้ใบแดงใบเหลืองออกไป และให้ศาลเลือกตั้งเป็นผู้ตัดสิน  และก่อนหน้านี้ ตัวแทนของพรรคเพื่อไทยยังได้เสนอให้ลดอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ให้มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี เช่น คดียุบพรรค เป็นต้น รวมทั้ง ให้ล้มเลิกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอีกด้วย

ทางด้านวุฒิสภา มีการเปิดเผยรายงานผลการศึกษาการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ 2550 ตอนหนึ่งระบุว่า เห็นด้วยกับที่มาของ ส.ว.ตามรัฐธรรมนูญปัจจุบัน คือมาจากการเลือกตั้ง 76 คน จากการสรรหาหรือแต่งตั้ง 74 คน โดยอ้างว่าถ้ามาจากการเลือกตั้งทั้งหมด จะทำให้เกิด "สภาผัว-เมีย" และ "สภาทาส" น่าสังเกตว่า คณะกรรมการสมานฉันท์ยังไม่ได้ สรุปว่าที่มาของ ส.ว.จะเอาอย่างไร?

เหตุผลที่ว่าการยุบพรรคการเมือง ทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ และเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเป็นสถาบันการเมือง เป็นเหตุผลที่รับฟังได้ แต่มีปัญหาว่า ถ้าไม่ลงโทษ ด้วยการยุบพรรค และไม่เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการพรรคทั้งคณะ ฐานทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง  ด้วยการซื้อเสียงหรือโกงเลือกตั้ง แต่ ให้ลงโทษแต่เฉพาะผู้สมัคร หรือกรรมการบริหารที่ทำผิด จะป้องกันการซื้อเสียงได้หรือไม่?

การซื้อเสียงเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดของการเมืองไทย ที่มีการปฏิรูปการเมือง และแก้ไขรัฐธรรมนูญมากี่รอบต่อกี่รอบ ล้วนมีเป้าหมายที่สำคัญ คือ การป้องกันและปราบ ปรามการซื้อเสียง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญนำไปสู่การใช้อำนาจแสวงประโยชน์โดยมิชอบ หรือการถอนทุนเพื่อสะสมทุนไว้ซื้อเสียง การซื้อเสียงนอกจากจะเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตกแล้ว ยังแพร่ ระบาดจากภาคหนึ่งไปยังภาคหนึ่ง แม้แต่ กทม.

ถ้าหากพรรคการเมืองยึดคติที่ว่า "แพ้ไม่ได้" ในการเลือกตั้ง จะต้องเอาชนะคู่แข่งโดยทุกวิถีทาง ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็ต้องเอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยกล ก็ต้องเอาด้วยมนต์คาถา ไม่ได้ด้วยคาถาก็ต้องเอาเงินทุ่ม ถือเป็นนโยบายหรือประเพณีของพรรค และแจกเงินผู้สมัคร ส.ส.หัวละ 30-40 ล้านบาท จะถือว่าจงใจเป็น ปฏิปักษ์ต่อประชาธิปไตยหรือไม่? สมควรจะได้รับโทษอย่างไรหรือไม่

โหวตข่าวนี้
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement