advertisement

อภัยโทษตามกฎเกณฑ์

โดย ซี.12 23 พ.ย. 2554 05:00

ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดีที่เรื่องราวการเตรียมออกพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ วันที่ 5 ธันวาคม 2554 ที่รัฐบาลตั้งใจให้มีเนื้อหาสาระบางส่วนครอบคลุมให้คนหนีคุกที่ยังไม่ได้รับโทษตามคำพิพากษาของศาลแต่จะได้รับอานิสงส์นี้ด้วยยุติลงแล้วในระดับหนึ่ง

น่าเสียดายที่ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้เป็นนายกรัฐมนตรี มัวแต่อ้ำอึ้งเลี่ยงไปเลี่ยงมาไม่ยอมเผชิญหน้ากับเหตุการณ์และสั่งยกเลิกความคิดอันนั้นด้วยตัวเองเพื่อแสดงภาวะผู้นำที่แท้จริง

กลับปล่อยให้ พี่ชาย ซึ่งอยู่นอกประเทศและเป็น ตัวเหตุของเรื่อง คือ พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร เป็นคนออกมาสั่งถอยเรื่องนี้แทน

ส่วนคนที่เคยเต้นแร้งเต้นกาผลักดันเรื่องนี้ด้วยสำนวนยียวนนั้นช่างเถอะ...ไม่มีค่าควรแก่การเอ่ยถึงอีก

ต่อไปนี้สิ่งที่ทุกฝ่ายจะต้องจับตาดูว่าสิ่งที่จะออกมานั้นไม่มีอะไรตามคำแถลงจริงหรือไม่

เพราะถึงอย่างไร พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ

ในโอกาสดังกล่าวยังมีความจำเป็นต้องออกมาเพื่อนักโทษนับหมื่นที่รอคอย แต่ขอให้เป็นเรื่องราวตามหลักตามเกณฑ์ที่เคยทำกันมา

วันนี้มีตัวอย่างพระราชกฤษฎีกาทำนองนี้ที่เคยมีมาแล้ว โดยฉบับล่าสุดเป็น พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2553 ที่มี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ โดยออกมาเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2553 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 15 พฤษภาคม 2553 และใช้บังคับในวันที่ 16 พฤษภาคม 2553

เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนั้นคือ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษกปีที่ 60 วันที่ 5 พฤษภาคม พุทธศักราช 2553 นับเป็นอภิลักขิตกาลสำคัญ สมควรพระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องราชทัณฑ์ เพื่อเป็นการถวายพระราชกุศล และเพื่อให้โอกาสแก่บุคคลเหล่านั้นกลับประพฤติตนเป็นพลเมืองดี อันจะเป็นคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติสืบไป จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้

สาระสำคัญของ พ.ร.ฎ.ดังกล่าว อยู่ที่มาตรา 4 มาตรา 5 และมาตรา 6 โดยมาตรา 4 กำหนดไว้ชัดเจนว่า

มาตรา 4 ผู้ซึ่งจะได้รับพระราชทานอภัยโทษตามพระราชกฤษฎีกานี้ต้องมีตัวอยู่ในความควบคุมของทางราชการ หรือถูกกักขังไว้ในสถานที่หรือที่อาศัยที่ศาลหรือทางราชการกำหนดในวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับติดต่อกันไปจนถึงวันที่ศาลออกหมายสั่งปล่อยหรือลดโทษ หรือนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งปล่อยหรือลดโทษตามที่บัญญัติไว้ในพระราชกฤษฎีกานี้ เว้นแต่ผู้ทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับ และผู้ได้รับการปล่อยตัวคุมประพฤติ

ส่วนมาตรา 5 เป็นการกำหนดให้ผู้ต้องโทษ 3 ประเภทซึ่งล้วนแต่เป็นโทษเล็กน้อย ให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไป คือ 1.ผู้ต้องกักขัง 2.ผู้ทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับ 3.ผู้ได้รับการปล่อยตัวคุมประพฤติ

การอภัยโทษให้นักโทษเด็ดขาดบัญญัติไว้ในมาตรา 6 ซึ่งจะเอามาให้ดูวันพรุ่งนี้.

 

“ซี.12”

โหวตข่าวนี้