advertisement

รู้อย่างคนเลี้ยงม้า

โดย กิเลน ประลองเชิง 23 เม.ย. 2556 05:00

เรื่องเล่าที่ 40 ในหนังสือ เรื่องเล็กๆแต่ความหมายใหญ่ (สำนักพิมพ์อินสไปร์) คุณสุริยเทพ ไชยมงคล ตั้งชื่อว่า มอลลาบรรยายธรรม...ฟังชื่อกลิ่นอายไปฝรั่ง แต่ตอนจบ ทำให้ผมคิดถึงเรื่องเล่าของญี่ปุ่น...แบบเซน

มอลลา นักเทศน์ชื่อดัง มีคิวไปบรรยายในโบสถ์แห่งหนึ่ง เมื่อเขาไปถึงก็พบว่าโบสถ์แทบจะว่างเปล่า กวาดสายตาไป โชคยังดี มีชายคนหนึ่งนั่งสงบเงียบอยู่

นักเทศน์ระดับมอลลา ไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน เขาเริ่มสับสน...ควรจะบรรยายธรรม ไปตามหน้าที่ หรือไม่

แต่ใจหนึ่งก็คิดว่า ธรรมที่เขาบรรยายได้มาจากการศึกษาหาความรู้ เหนื่อยยาก หากแสดงให้ใครคนเดียวฟัง ไม่น่าจะคุ้มค่า

ระหว่างความลังเล เขาก็เดินเข้าไปหา สอบถามได้ความว่า สาธุชนผู้มีจิตศรัทธาต่อศาสนาคนเดียวในโบสถ์นั้น เป็นคนเลี้ยงม้า

“ในโบสถ์นี้มีเพียงเจ้าคนเดียว” นักเทศน์หยั่งท่าที “หากเราจะบรรยายธรรมให้เจ้าฟัง เจ้าคิดว่าเหมาะสมหรือไม่”

ชายเลี้ยงม้า เป็นคนซื่อ และคนซื่อมักจะใช้ชีวิตเรียบง่าย ทั้งชีวิตเขาไม่เคยทำอย่างอื่น เขาจึงรู้จักแต่เรื่องการเลี้ยงม้า

“ข้าเป็นคนเลี้ยงม้า” เขาตอบมอลลาอย่างนอบน้อม “ไม่เคยเรียนหนังสือมาก่อน มีหลายเรื่องที่ข้าไม่รู้ แต่ถ้าข้าไปถึงคอกม้า เห็นม้าตัวเดียว ส่วนตัวอื่นหนีหายไปหมด ข้าก็ยังให้อาหารมันเหมือนเดิม”

มอลลาฟังแล้วคิดว่ามีเหตุผล และเป็นเหตุผลที่บอกเหมือนว่า คนเลี้ยงม้าต้องการฟังธรรม

เขามีความรู้สึกดี จึงสนองศรัทธา ตั้งใจบรรยายเต็มที่ เขาบรรยายธรรม เบื้องต้น ท่ามกลาง และเบื้องปลาย ให้รายละเอียดอย่างเป็นเหตุเป็นผล ต่อเนื่องลึกซึ้ง จนกระทั่งจบ

“เจ้ารู้สึกอย่างไร คิดเห็นอย่างไร มีประเด็นไหนบ้างที่ไม่เข้าใจ หรือเข้าใจแล้ว อยากให้อธิบายต่อ”

มอลลาถาม เขาตื่นเต้นมาก เพราะอยากรู้จริงๆ

คนเลี้ยงม้าเห็นท่าทางตื่นเต้นของมอลลา ก็พลอยตื่นเต้นตาม

เขาออกปากซ้ำย้ำว่า เขาบอกแล้ว เขาไม่มีความรู้อะไรเลย รู้แต่เรื่องการเลี้ยงม้า

แล้วเขาก็บอกมอลลา

“แต่ถ้าข้าเข้าไปในคอกม้าแล้ว เจอม้าตัวเดียว ข้าก็คงยังให้อาหารมัน แล้วข้าก็คงไม่เอาอาหารที่เตรียมให้ม้าทุกตัว ไปให้ม้าตัวเดียว”

เรื่องเล็กๆเรื่องนี้ มีคำอธิบาย ความหมายใหญ่ๆเอาไว้ว่า ทุกเรื่อง

ล้วนมีจังหวะของมัน

เมื่ออ่านเรื่องนี้ครั้งแรก หลายคนก็คงนึกถึงคำกล่าว คนสีซอให้ควายฟัง แต่เมื่ออ่านต่อไป ความคิดก็อาจเปลี่ยนไป เป็น ควายสีซอให้คนฟัง

ย้อนไปนึกถึง หลายวันที่ผ่านมา คนไทยไม่น้อย คร่ำเคร่งกับการติดตามการสู้คดีในศาลโลก กรณีเขาพระวิหาร จบจากการฟังแล้ว มีเสียงว่า ฝ่ายไทยทำได้ดี...จนอาจทำให้เผลอคิดไปว่า เราจะชนะเขมร

วันที่คณะทำงาน เดินทางกลับถึงไทย ก็มีคนไม่น้อย แห่กันไปต้อนรับ ข่าวที่ออกมาสรรเสริญกันปานวีรบุรุษ ผู้กอบกู้ชาติ ทางฝ่ายเขมร ก็คงไม่ต่างกัน เมื่อเขากลับถึงบ้าน กระแสสรรเสริญเยินยก ก็คงอึงมี่ไม่แพ้ไทย

ใครมีประเด็น“ทีเด็ด” ตรงไหน ก็เอาไปถกแถลงกันไป โดยความเชื่อว่า ได้เปรียบ

ทุกเรื่องราวที่อดตาหลับขับตานอน ติดตามกันหลายวัน หากไปถามพี่น้องคนไทยที่บ้านภูมิซรอล เชิงเขาพระวิหาร กี่คนๆก็ตอบเป็นเสียงเดียว

“ศาลโลกตัดสินยังไงก็ได้ ขอให้อย่ามีระเบิดมาตกในหมู่บ้านก็พอ

ขอให้คนสองประเทศ ได้ทำมาค้าขาย ไปมาหาสู่ เหมือนยามปกติ ก็พอ”

คนภูมิซรอล เป็นคนซื่อเหมือนคนเลี้ยงม้าในนิทาน ไม่ต้องการอะไรมากไปกว่า ความสงบสุข

เรื่องเขาพระวิหาร ยิ่งพูดกันมากๆ ความสงบสุขก็ยิ่งน้อย...ความสงบสุขของชาวบ้านนั้น ไม่ต้องมีวีรบุรุษ

วีรบุรุษจริงๆนั้น มักเกิดขึ้นหลังสงคราม...ผมเชื่อว่า ไม่ว่าไทยหรือเขมร ไม่ต้องการสงคราม ในสถานการณ์แห่งการรอคอยนี้ พูดให้น้อยๆผมว่าดีกว่าอะไรหมด.


กิเลน ประลองเชิง

โหวตข่าวนี้