advertisement

โพงเอ๋ย โพงพาง

โดย กิเลน ประลองเชิง 27 ก.ย. 2555 05:00

การละเล่นของเด็กๆรุ่นผมมีหลายอย่าง ผมยังจำเล่นตี่จับของเด็กผู้ชายได้ พอกับการละเล่นที่เล่นได้ทั้งเด็กชายหญิง มีมอญซ่อนผ้า รีรีข้าวสาร ฯลฯ แต่พอนึกถึงการเล่น โพงพาง...เล่นอย่างไร จำได้ก็ริบหรี่เต็มที

โทร.ถามพี่สาวที่แม่กลอง...พี่สาวผมคนนี้อายุเกิน 70 ปี แต่จำได้เหมือนเพิ่งเล่นมาเมื่อวันวาน

การเล่นโพงพาง มีคนเป็นตัวตั้งตัวตี เลือกคนสองคน จับมือกันตั้งเป็นด่าน และให้คนเล่นหลายๆ คน กี่คนก็ได้ เกาะเอวต่อกันเป็นแถวยาว การละเล่นเริ่มด้วยทุกคนเริ่มร้องเพลง

“โพงพางเอย ขุนนางเข้าลอบ มัจฉาตาบอด เข้าลอบโพงพาง”

เพลงจบ คนหัวแถวก็จะพาคนในแถววิ่งผ่านด่าน ซึ่งเจ้าของด่าน ยกมือขึ้นสูงให้ทุกคนผ่านไปได้ จุดสำคัญอยู่ที่คนสุดท้าย สองคนที่ทำหน้าที่ด่าน ต้องลดมือลงกั้นเอาไว้

ถ้ากั้นไม่ทัน การละเล่น ก็เริ่ม “โพงพางเอย...รอบใหม่”

แต่ถ้าจับได้ คนที่ถูกจับได้ ถือว่าเป็น “มัจฉาตาบอด” ก็จะถูกไล่ตี

เด็กรุ่นผมสนุกสนาน โตมากับลานบ้านมาอย่างนี้ อย่าว่าแต่จะมีไอโฟน ไอแพด ฯลฯให้เล่น แค่วิทยุฯ ถ้าไม่ใช่ลูกเถ้าแก๋ ก็ไม่มีโอกาสได้ฟัง

แถวๆปากอ่าวน้ำขึ้นน้ำลงวันละสองครั้ง ผลัดกันมีน้ำเกิดน้ำตาย เดือนละครั้ง จึงมีโพงพางกลางแม่น้ำแม่กลองเรียงราย ตอนที่ฟังเพลง “สายชลแม่กลอง” ที่ชรินทร์ นันทนาคร ร้อง ชาลี อินทรวิจิตร แต่ง

“กลางกระแสแลล้วนโป๊ะล้อม เขาวางอวนอ้อมล้อมสกัดมัจฉาเอาไว้...” ผมก็ขำๆ...

กรอบของเนื้อร้องทำนองเพลง...“พี่หง่า” (ชาลี อินทรวิจิตร) เอาโป๊ะกลางทะเลมาไว้แทนโพงพางกลางลำแม่น้ำที่ “เขาวางอวนอ้อมล้อมสกัดมัจฉาเอาไว้” นั้น ที่จริงก็คือโพงพาง

โพงพางเป็นประมงพื้นบ้าน...สมัยผมเป็นเด็ก เถ้าแก๋โพงพาง ขึ้นหน้าขึ้นตา ไม่น้อยหน้ากว่าเถ้าแก๋โป๊ะ ต่อมา มีเรืออวนลากตังเก อวนดำ อวนติด อวนรุน ฯลฯ โพงพางซึ่งหาปลาได้ช่วงเวลาน้ำเกิดเดือนละ 14-15 วัน ก็เริ่มน้อยลงๆ

สักสองปีที่แล้ว เสธ.หนึ่ง ชวนเพื่อนร่วมรุ่น บสส.1 ไปตั้งวงเสวนาที่รีสอร์ท เรือนย้ำเย็น ใกล้ปากคลองแม่กลอง (ไม่ใช่แม่น้ำกลอง) เสน่ห์ของรีสอร์ทแห่งนี้ อยู่ที่โพงพาง กลางแม่น้ำ

โพงพางสมัยใหม่...เหลืออยู่ไม่กี่ช่อง เห็นแล้วพอเข้าใจ ต้องหลีกทางให้เรือนักท่องเที่ยว...เขาใช้สะดวกขึ้น

ผมเพิ่งรู้ว่าโพงพาง ถูกตั้งข้อหา เป็นตัวการทำลายสัตว์น้ำวัยอ่อน กรมเจ้าท่าเริ่มกระบวนการ “ตัดตอน” รายใดใบอนุญาตหมดอายุ ก็ไม่ต่ออายุให้

โพงพางทั้งแม่กลอง ทั้งในคลองเกือบสี่ร้อยสาย...มีอยู่ราวร้อยเจ้า...แต่มีใบอนุญาตถูกต้องเพียง 4-5 เจ้า

คุณสุรจิต ชิรเวทย์ ส.ว.สมุทรสงคราม...บอกกับผม กระบวนการ “ล้มโพงพาง” คืบหน้ามาถึงขั้นสุดท้าย ที่เพชรบุรี หลวงท่านเอาเรือและกำลังคนไปรื้อเอง...เข้มแข็งเด็ดขาด ขนาดต้องมีคนถือปืนคุ้มกัน

ส่วนที่แม่กลองคำขาด มีโพงพางวันสุดท้าย ก็เมื่อวาน (26 ก.ย.55) โอกาสที่ต่ออายุโพงพางต่อไป แทบจะไม่มี

คุณสุรจิต บอกว่า เรือประมงชายฝั่งประเภท อวนลาก อวนรุนที่ถูกหาว่า เป็นตัวการทำลายสัตว์น้ำวัยอ่อน ยังมีการผ่อนผัน ให้ออกไปจับปลาห่างจากฝั่ง 3 กม. แต่กับโพงพางที่ตั้งอยู่กับที่ หาปลาได้ช่วงน้ำเกิด...ไม่ได้ช่วงเวลาผ่อนผันเลย

ผมฟังแล้วก็ใจหาย...เมื่อนึกขึ้นได้ ต่อไปเด็กรุ่นใหม่ คงไม่รู้จักโพงพางกันอีก เมื่อรื้อฟื้นให้เล่นโพงพาง เด็กๆคงต้องถามรูปร่างหน้าตา เป็นอย่างไร เผลอๆครูรุ่นใหม่ที่เกิดไม่ทันโพงพางก็จะตอบไม่ถูก

ในความเห็นของผม...เมื่อจะตั้งธง ทำให้เมืองแม่กลอง (อัมพวา บางคนที) เป็นเมืองแบบเดิมๆ ผู้คนมีความสงบสุขอยู่ใน “เงาร่มไม้ชาย น้ำริมลำคลอง” ปฏิเสธโรงแรมห้าดาว สิ่งปลูกสร้างสมัยใหม่ ฯลฯ  กันแล้ว

เหตุไฉน...จึงทำสิ่งที่ตรงข้ามกัน...รื้อโพงพาง ซึ่งเป็นเสน่ห์ลึกล้ำ กลางแม่น้ำลำคลอง ของแม่กลอง ออกไปด้วย

ผมนึกถึงเพลง โพงพางเอย ขุนนางเจ้าลอบ... แล้วก็นึกไปถึงรัฐมนตรีเกษตรฯ นึกถึงรัฐมนตรีวัฒนธรรมฯ...อยากเห็นสองขุนนาง เข้าลอบโพงพาง...หาก ท่านแน่ใจว่า บางบ้านเมืองรุ่งเรืองเฟื่องฟูอยู่ได้แบบยั่งยืน ด้วยวิถีชีวิตแบบเดิมๆ

ขอชีวิตโพงพางไว้...เป็นหมุดหมายสำคัญของเมืองแม่กลอง เถิดครับ โพงพางไม่เคยรบกวนใคร คนเรือเขาอยู่มาได้กับโพงพาง แบบทางใครทางมัน มานานแสนนานแล้ว.


กิเลน ประลองเชิง

โหวตข่าวนี้