advertisement

คนกับควาย

โดย กิเลน ประลองเชิง 8 ส.ค. 2555 05:00

ไม่ว่าจะเป็นคนไทยในสยาม คนลาวในลาว ไทใหญ่ในรัฐฉานของพม่า หรือคนไทเผ่าไท ที่กระจัดกระจายอยู่ในสิบสองปันนา สิบสองจุไทของจีน เวียดนาม ฯลฯ...ขึ้นชื่อลือชามาแต่ดึกดำบรรพ์ เก่งการทำนา...ครับ

เนื้อเพลงเพื่อชีวิตเพลงหนึ่ง “คนกับควายทำนาประสาคน คนกับควายทำนาประสาควาย คนกับควายความหมายมันลึกล้ำ ลึกล้ำทำนามาเนิ่นนาน”...เป็นบทพิสูจน์ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับควายได้เป็นอย่างดี

ทั้งวัวและควาย เดิมทีมันก็สนุกสนานคึกคะนองอยู่ในป่า แต่คนฉลาดกว่า หาวิธีไปเอาตัวมันมาใช้

แต่กว่าจะได้มาสักตัว...ไม่ใช่เรื่องง่าย หนังสือวิชาอาชีพชาวสยาม จากหนังสือวชิรญาณวิเศษ ร.ศ.108-113 (กรมศิลปากร พิมพ์เผยแพร่ พ.ศ.2459) ก็ราวร้อยปีที่แล้ว มีเรื่องการดักและประสมโคป่ากระบือป่า

รูปพรรณโคป่ากระบือป่า ไม่ผิดเพี้ยนกับโคบ้านกระบือบ้านนัก จะผิดกันก็แต่โคป่ากระบือป่าวงหน้าผึ่งผายแบนๆ และรูปร่างล่ำสันโตกว่าเท่านั้น

ตอนอยู่ป่าคนเรียกว่า พ่อปละ แม่ปละ ลูกปละ แต่เมื่อมาอยู่บ้าน ก็เรียกว่า พ่อคอก แม่คอก ลูกคอก สำนวนลูกนอกคอก หมายถึง ลูกคนเกกมะเหรกเกเรไม่เอาไหน ได้มาจากคำ...ลูกคอก...นี่เอง

พวกพ่อปละ แม่ปละมีกำลังมาก คนดักเอามาแล้ว ฝึกก็ยาก เลี้ยงไว้ก็มักจะตาย จึงไม่ใคร่เลี้ยง มักยิงเนื้อขาย เลี้ยงไว้แต่ลูกปละ ตัวที่มีอายุไม่เกิน 2 ปี

วิธีดักเริ่มจากการไปดูลาดเลา ตามห้วย หนอง คลอง บึง ที่พวกเขาเคยมากินน้ำ แช่น้ำ ขุดหลุมกว้าง 4 ศอก ยาว 4 ศอก และลึกลงไป 3 ศอก แนวลึกขุดเป็นแบบ “ซองซึ้ง” ปากหลุมใหญ่ ก้นหลุมเรียวเล็ก ปิดปากหลุมด้วยใบไม้

เวลาโคกระบือป่าตกหลุม เท้าก็เหมือนถูกรวบเอาไว้ ไม่มีจุดยันเหยียบหนี

ปล่อยให้อดหญ้าเสียเวลาหนึ่ง ตัดกำลังจนแน่ใจ ก็ช่วยกันหาวิธีเอาขึ้นจากหลุม ขุดเป็นรางข้างหลุม เอาพ่อคอก แม่คอก สองตัวที่แข็งแรงเป็นตัวช่วย โยงเชือกดึงโคป่ากระบือป่าขึ้นจากหลุม แล้วก็ลากเอาไป ขังไว้ในซองที่บ้าน

ปล่อยให้อดหญ้าอดน้ำ เห็นว่าอ่อนกำลังก็ให้อาหารประทังความตายไปคราวๆ

ไมตรีระหว่างสัตว์กับคนเริ่มต้นตรงการยอมกินหญ้า กินมากๆเข้าก็ยอมให้คนเกาข้างขาหลัง โคป่ากระบือป่าจะทำหางโก่ง เกาหูก็หลับตานิ่ง แสดงอาการยอมรับสภาพ จึงนับว่าพอรู้จักคนบ้าง

ถึงขั้นนี้แล้วก็ยังปล่อยออกจากซองไม่ได้ คนจะใช้เหล็กแหลมขนาดดินสอดำแทงในขื่อจมูกข้างในทะลุแล้วก็เอาเชือกเกลียวร้อยผูก วิธีนี้เรียกว่า “สนตะพาย” คนแน่ใจว่า “เอาอยู่” แล้วจึงเริ่มให้หญ้ากิน

ถ้าเป็นแม่ปละ ก็ปล่อยไว้ แต่ถ้าเป็นพ่อปละ ถ้าปล่อยไว้จน “เปลี่ยว” ขึ้นนูนคัดต้นคอ ถ้าขึ้นเล็ก เรียกเปลี่ยวปลาหมอ ยังไม่ทำร้ายคน ถ้านูนใหญ่ “เปลี่ยวใหญ่” จะดุร้ายอาละวาดมาก คนก็ต้องรู้จักวิชา “ตอน” เพื่อนำมาฝึกหัดไถนา

ยังมีอีกวิธีจับที่เรียกว่าวิธีประสมโขลง เลือกแม่คอกที่เชื่องชินกับคน ไล่ไปให้รวมอยู่ในโขลงกระบือป่า จนมีลูกด้วยกัน แล้วก็หาวิธีไล่ทั้งแม่ลูก นำกลับมาใช้ที่บ้าน

กระบือป่าลักษณะดี ใช้ไม่ใคร่ดื้อ ซื้อขายกันตอนนั้น ตัวละ 60-70 บาท นอกจากใช้ไถนาแล้ว เวลากลางคืนเอาผูกไว้ปากคอก ถ้ามีคนแปลกหน้าผิดกลิ่นเจ้าของแวะเวียนมาใกล้ มันจะฮึดฮัดไล่ขวิด ทำหน้าที่ได้ดีกว่าหมาเฝ้าบ้าน

วิทยายุทธ์ดักจับโคป่ากระบือป่า ทั้งวิธีขุดหลุมล่อ วิธีประสมโขลง รวมถึงการฝึกให้เชื่องแล้ว “สนตะพาย” ในประวัติศาสตร์จีน สมัยจิ๋นซีฮ่องเต้ สมัยถังไท่จง เรียกวิชานี้ว่า “จิ๊หมี” เอามาใช้กับพวก “ไป๋เย่ว์” คนป่าเถื่อนร้อยจำพวก

มาถึงสมัยเหม็ง จีน (ฮั่น) ก็ผ่อนคลายมาใช้วิธี “ประสมโขลง” รบชนะแล้วก็เอาผู้หญิงมาทำเมีย แล้วปรับวิธีการปกครองมาเป็นหาตัวแทน (นอมินี) ที่แน่ใจเอาไปเป็นหัวหน้า คอยทำหน้าที่ “ว่ากล่าว”

หลักฐานยังมีแถบไทใหญ่ คำว่า “เจ้าแสนหวี” ที่เพี้ยนมาจากคำจีนว่า “แซนเว่ย”

โลกเราวันนี้พัฒนาไปไกล ประเทศใหญ่ยังใช้ทั้งวิธีที่เคยใช้ในสมัยล่าอาณานิคม และวิธีสมัยใหม่ ใช้น้ำเย็น รุกเข้ายึดครองด้านเศรษฐกิจ อย่างญี่ปุ่นไม่ต้องออกแรงทำสงคราม แต่ยึดเศรษฐกิจบางประเทศไว้ได้ กลิ่นอายญี่ปุ่นฟุ้ง ชนิดขยับตัวไปทางไหนหนีไม่พ้น

พูดแล้วเขินนะครับ...วิธี “ประสมโขลง” รุกทางไหนไม่ได้ ก็ใช้วิธีซื้อตัวเมียเอามาทำเมีย...ก็ใช่ว่าจะไม่มี.

กิเลน ประลองเชิง

โหวตข่าวนี้