advertisement

ฟ้อนม่าน

โดย กิเลน ประลองเชิง 27 ก.ค. 2555 05:00

ประเทศจีน เพิ่งประกาศตั้งเมืองเป็นทางการ บนเกาะใหญ่ กลางทะเลจีนใต้ การปักป้าย “แผ่นดินนี้เราจอง” ประเทศเวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ฯลฯ ไม่เห็นด้วย

นี่คือคำตอบ ทำไม คำแถลงร่วม หลังการประชุมอาเซียน ครั้งล่า จึงไม่มี

ความขัดแย้งแย่งชิงผลประโยชน์ จนหลายครั้งเป็นสงครามระหว่างประเทศเกิดขึ้นไม่ขาด เพราะมนุษย์หลงยึดติดอยู่กับคำว่า “ชาติ” ถ้าโลกนี้ ไม่มีชาติกู ของกู ทุกคนเกิดมาเป็น “ชาติมนุษย์” เหมือนๆ กัน ความขัดแย้งระหว่างชาติก็คงน้อยลง

ความทุกข์ที่กำลังตั้งเค้า หรือที่กลายเป็นพายุใหญ่ในทะเลจีนใต้ ...ก็จะน้อยลง

อ่านหนังสือเรื่องชาติพันธุ์ไท...ไปเรื่อยๆ ผมก็ชักไม่แน่ใจ...เผ่าไท...ไทยนี้รักสงบ...มักรบแพ้เผ่าจีน สมัยจิ๋นซีฮ่องเต้ ปกครองด้วยระบบจิ๊หมี จิ๊ ตะกร้อคลุมปากม้า หมี สายสะพายวัวควาย...

คนที่เรียกตัวเองว่าไท...จิตร ภูมิศักดิ์ บอกว่า มีนัยความหมาย “กูเป็นคน” ต่อต้านจีนเรื่อยมา จนสมัยราชวงศ์หมิง จีนผ่อนปรน จากระบบจิ๊หมี มาเป็นระบบ แซนเว่ย (หาตัวแทน นอมินี) ไปว่ากล่าวเพื่อปกครอง

คำนี้แถบไทยใหญ่ ยังใช้ กลายเป็นคำ “แสนหวี”

ข้อมูลทางวิชาการ เผ่าพันธุ์ ที่ผสมกลมกลืนกับจีน อยู่ในฮกเกี้ยน แต้จิ๋ว กวางตุ้ง ไหหลำ ฯลฯ จีนเหล่านี้หอบเสื่อผืนหมอนใบ มาตั้งหลักในประเทศไทย ก็มักได้เมียไทย

หากพิสูจน์สายเลือดได้...ก็อาจจะพบ คนพวกนี้มีสายเลือดไทย ผสมในสัดส่วนมากกว่าสายเลือดอื่น

รู้ถึงตอนนี้ แล้วก็เริ่มยิ่งไม่แน่ใจ แท้จริง คนไหนไทย คนไหนจีน และเมื่ออ่านเรื่องมอญพม่า แล้วก็ยิ่งไม่แน่ใจมากยิ่งขึ้นอีกว่า คนไหนไทย คนไหนมอญ และคนไหนพม่า

ในหนังสือสารคดีน่ารู้ พระนิพนธ์ ม.จ.หญิงพูนพิศมัย ดิศกุล

เรื่อง “ฟ้อนม่าน” ทรงเล่าว่า เมื่อ พ.ศ.2464 ตามเสด็จสมเด็จกรมพระยา ดำรงราชานุภาพ ไปเชียงใหม่ ได้ดูฟ้อนเมือง (เชียงใหม่) ในคืนแรก และได้ดูฟ้อนม่าน (พม่า) ในคืนต่อมา

ผู้ฟ้อนเป็นหญิงแต่งตัวแบบพม่านุ่งซิ่นยาวถึงพื้น ใส่เสื้อเอวสั้นมีลวดอ่อนงอนขึ้นไปจากเอวเล็กน้อย และแขนเสื้อยาวถึงข้อมือ มีแพรห่มสีต่างๆ คล้องคอทิ้งยาวลงมาถึงเข่า เกล้ามวยบนกลางหัว และปล่อยชายลงมาข้างๆ ฯลฯ...

ในเวลากราบ 3 หน พร้อมคำร้อง “สู่เค สู่เค สู่เค” นั้น งามอ่อนหวานจับหูจับตาเป็นอย่างยิ่ง

เราไม่ได้เอาใจใส่กับเนื้อร้องนั้นนัก นั่งตะลึงว่า พม่าเขารำสวยจริงๆ

จน พ.ศ.2478 ไปเที่ยวพม่า วันหนึ่งไปบูชาพระธาตุสิงคุดร ที่เมืองแปร เดินอยู่ระหว่างร้านขายของและพวกขอทาน ได้ยินเสียงระนาดเอก (รางเดียว) เล่นเพลงฟ้อนม่าน เดินเข้าไปเห็นคนตาบอดกำลังเล่น ถามเขาว่า เพลงอะไร

“เพลงโยเดีย” โยเดียของพม่าคือสยาม...คำตอบคนตาบอด ทำเอาทรงสะดุ้ง

บนโต๊ะเลี้ยงรับรองบ้านผู้พิพากษาเมืองย่างกุ้ง ท่านหญิงพูนได้เสวยซุป อาหารจานเก่งของแปลก ที่เจ้าบ้านตั้งใจอวด ก็พบว่า เป็นแกงเลียงน้ำเต้า ได้กินน้ำยากับเครื่องไม่มีขนมจีน และพริกขิง จนถึงข้าวฟ่างกวน ของหวาน

ตรัสบอกเจ้าบ้าน “ฉันรู้จักทั้งนั้น ไม่ใช่ของแปลกเลย”

ตรัสถามคนพม่า ได้ความว่า คนพม่านิยมไทยทั้งนั้น อย่าว่าแต่ของคาวของหวาน กระทั่งรำแบบไทย เมื่อทรงได้ดูก็พบว่า เป็นรำไทยจริง กลับเมืองไทยต่อมาฟังวิทยุได้ยินคณะดุริยประณีตเล่นฟ้อนม่าน เนื้อร้องมีคำว่า “สู่เค สู่เค”

เอาเนื้อร้องเพลงนั้นไปถามคนพม่า เขาก็ว่าไม่ใช่ แต่เป็นภาษามอญ ไปถามมอญ มอญก็ว่าไม่ใช่ แต่เป็นภาษาเงี้ยว...และเงี้ยวก็คือ...ไทยใหญ่ ที่เข้าใจว่าเป็นฟ้อนม่านของพม่า เค้าลางน่าจะเป็นของไทยเราเอง
ความรู้เรื่องไทยมอญพม่า ประดามีเหล่านี้...ทำให้ผมได้ความคิดใหม่...ชื่อ ไทย พม่า เราก็แค่สมมติ แต่ความจริงแล้ว คนทุกบ้านเมืองในละแวกนี้ ล้วนแล้วแต่เครือญาติชาติภาษาเดียวกัน

ตอนคุณอองซาน ซูจี มาไทยไปแวะเยี่ยมคนพม่าที่มหาชัย ผมรู้สึกดี ตอนนายพลเต็ง เส่ง มาเซ็นสัญญาธุรกิจร่วมท่าเรือทวายกับท่าเรือมาบตาพุดของไทย...ผมก็ไม่รู้สึกขัดเขิน ลืมความหลังฝังใจ สมัยไทยรบพม่าไปเลย

ถ้าโลกนี้ไม่แบ่งเป็นชาติใด ประเทศใด เราไม่เอาเปรียบกันเกินไป ค้าขายก็พยายามทำกำไร ขาดทุน ให้ได้สมดุล ในฐานะมนุษย์เผ่าเดียวกัน เราน่าจะอยู่ร่วมกัน ผสมกลมกลืนกันได้ดีกว่าที่เป็นอยู่.


กิเลน ประลองเชิง

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement