advertisement

แก้วสารพัดนึกของท้าวหมอนกิ่ว

โดย กิเลน ประลองเชิง 2 มิ.ย. 2555 05:00

เหตุการณ์บ้านเมืองตลอดวันพุธ สภาฯถูกปิดล้อมด้วยหลายม็อบ ทั้งม็อบต่อต้าน และม็อบหนุนกฎหมายปรองดอง

ในวงเสวนากลุ่มบ้านเลขที่ 111 คุณทักษิณปรากฏตัวทางจอ บอกเพื่อนร่วมชะตากรรม ให้ลืมอดีต หันหน้ามารักสามัคคีกัน สร้างบ้านแปลงเมือง

ที่มหาชัย...ผมเพิ่งมีความรู้ใหม่ เมืองพันท้ายนรสิงห์ กลายเป็นเมืองหลวงแห่งที่สองของพม่า ต่อจากเมืองย่างกุ้งไปแล้ว ตอนคุณอองซาน ซูจี ไปเยี่ยมแรงงานพม่า

ในความแตกต่างหลากหลายทั้งชาติพันธุ์ และการเมือง ในร่มเงาเผด็จการทหาร คนพม่าหมดอาลัยตายอยากในชีวิต ที่ทนได้ก็อยู่ในพม่า ที่ทนไม่ไหวก็หนีมาเป็นแรงงานในไทย

วันนี้ คนพม่า...รู้จักอองซาน ซูจี ในฐานะผู้นำ นำทั้งทางจิตวิญญาณ นำทั้งทางการเมือง เธอเป็นความหวังหนึ่งเดียวที่ชาวพม่าจะพึงมี

ตอนเกิดพายุใหญ่ในพม่า ผู้คนบาดเจ็บล้มตาย บ้านเรือนเสียหาย... มากเกินประเมินประมาณ  นายพลเต็ง เส่ง อุตส่าห์เดินทางไปเยี่ยมเรื่องขำขันเล่ากันไม่จบ อยู่ที่เจ้าหน้าที่ต้องชี้และบอกชาวบ้านว่า นี่คือ “ท่านนายกฯ”

คนพม่าไม่รู้จัก ไม่สนใจนายกฯของตัวเอง เพราะคนเป็นนายกฯไม่เคยแผ่รังสีบารมีคุณ ไปบรรเทาทุกข์ สร้างสุขเกษมศานต์ให้พวกเขาจะเห็นหน้าค่าตาแต่ละครั้งก็ยากเย็นแสนเข็ญ

ทั้งปรากฏการณ์ในไทย และในพม่า แตกต่างกันในรายละเอียด...แต่เหมือนกัน ตรงทั้งคุณทักษิณ ทั้งคุณอองซาน ซูจี อยู่ระหว่างความพยายามไขว่คว้า หาอำนาจ...ด้วยเหตุผลว่า วันใดได้อำนาจ จะนำมาแก้ปัญหาให้ประชาชน

ดูข่าวการเมือง มีแต่เรื่องหนักๆเครียดนัก ผมหันไปหาเรื่องผ่อนคลาย อ่าน “นิทานไทยโซ่ง” (หนังสือชุดโลกทัศน์ของกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท มหาวิทยาลัยมหิดล)

คุณเรณู เหมือนจันทร์เชย ถ่ายทอดจากเรื่องเล่าของนายธรรม แก้วแหวน ชื่อเรื่อง ท้าวหมอนกิ่ว เอาไว้ ดังต่อไปนี้

มีครอบครัวหนึ่งมีพี่น้องหลายคน คนหนึ่งเป็นชายตั้งแต่เล็กจนโตไม่ยอมทำอะไร เอาแต่นอน นอนหนุนหมอน จนหมอนกิ่ว... ชาวบ้านเรียกว่า “บ่าวหมอนกิ่ว”

บ่าวหมอนกิ่ว เลี้ยงหมา แมว และหนู ไว้อย่างละหนึ่งตัว เล่าลือกันว่าคนและสัตว์พูดจากันรู้เรื่อง

วันหนึ่ง บ่าวหมอนกิ่วก็สั่งให้หมาแมวหนู ไปเอาแก้วสารพัดนึกของเศรษฐีต่างเมืองมาให้ สามสัตว์เดินทางไปถึงตัวเศรษฐี ก็พบว่าเศรษฐีหวงแก้วสารพัดนึกมาก กระทั่งเวลานอน ก็ยังอมไว้ในปาก

ปฏิบัติการชิงอำนาจ เอ๊ย ชิงแก้วสารพัดนึก เริ่มขึ้น...หนูรับหน้าที่เลียเท้าเศรษฐี จนเศรษฐีจาม “ฮัดเช้ย” แก้วก็หลุดออกจากปาก แมววิ่งปราดเข้าไปคาบแก้วได้ ก็วิ่งหนีออกไปจนถึงแม่น้ำใหญ่

เจ้าหนูอาสาจะคาบแก้วว่ายข้ามแม่น้ำ เจ้าหมาก็บอกว่าปากเอ็งเล็กนัก ปากแมวก็ไม่แน่ใจว่าจะเอาแก้วอยู่ จึงรับหน้าที่คาบแก้ว...ไว้เสียเอง

หมาว่ายถึงกลางแม่น้ำก็รู้สึกเหนื่อย อ้าปากหายใจ แก้วก็หลุดลงน้ำ ปลาตัวหนึ่งว่ายผ่านมา ก็คาบเอาแก้วไป

ฤทธิ์แก้ววิเศษ ทำให้ปลาผยองลำพอง จนจมไม่ลง ว่ายได้แต่บนผิวน้ำ

พอดีเหยี่ยวใหญ่บินผ่านมา ก็ได้ที โฉบกินปลา เป็นอันว่า ตอนจบของเรื่องนี้ เหยี่ยวได้ทั้งปลาและแก้วสารพัดนึกไปครอบครอง โดยไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรเลย

นิทานเรื่องนี้ ผู้ใหญ่ไทยโซ่ง สอนลูกหลานให้รู้ว่า

“สิ่งใดที่ไม่ใช่ของเรา จะเอามาเป็นของเราอย่างไร ก็อยู่กับเราได้ไม่นาน”

จะเป็นเผด็จการทหารพม่า หรือเผด็จการบ้านเมืองไหน...จะต้องสำนึกว่า อำนาจนั้นเป็นของประชาชน ไม่ว่าจะยื้อแย่งได้ด้วยวิธีใด หยิ่งผยองลำพองอำนาจ จนเหมือนปลาได้แก้วสารพัดนึก จน...จมไม่ลง

ไม่ช้า อำนาจก็ต้องกลับคืนไปหาประชาชน

เมื่อมีคำถาม...ทหารจะยึดอำนาจหรือไม่ คำตอบ จึงไม่ควรใช่ ยังไม่ถึงเวลา แต่ทหารควรตอบว่า ในโลกเราวันนี้ เวลาที่ทหารจะปฏิวัติ หมดไปนานแล้ว.

 

กิเลน ประลองเชิง

โหวตข่าวนี้