advertisement

นายกฯผู้ซื่อสัตย์

โดย กิเลน ประลองเชิง 1 มิ.ย. 2555 05:01

เรื่องที่ 10 ในหนังสือ พระยาพหลฯ นายกรัฐมนตรีผู้ซื่อสัตย์ (สำนักพิมพ์มติชน) ส.พลายน้อย ตั้งชื่อว่า “ลาก่อนนายกรัฐมนตรี”

เมื่อพระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกฯคนแรกหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ลาออก เจ้าพระยาพิชัยญาติ ประธานสภาผู้แทนฯ กราบบังคมทูลว่า นายพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) เป็นผู้ที่ควรดำรงตำแหน่งนายกฯ

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นชอบ ทรงเชื่อมั่นว่า พระยาพหลฯมีคุณสมบัติเหมาะสม

และหนึ่งในคุณสมบัติเหมาะสม...ดังว่า คือความเป็นผู้มีอัธยาศัยนุ่มนวล ไม่ชอบใช้ความก้าวร้าวรุนแรง

รัฐบาลพระยาพหลฯ บริหารบ้านเมืองไปไม่นาน ปี 2477 มีการเปลี่ยนตำแหน่งรัฐมนตรีหลายท่าน เช่น ให้พระสารสาสน์ประพันธ์ พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงธรรมการ ไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตราธิการ

ให้นายนาวาเอก หลวงสินธุสงครามชัย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงธรรมการ

เมื่อนำเรื่องเข้าขอความไว้วางใจต่อสภา ก็มีสมาชิกสภาฯทักท้วงว่า

รัฐมนตรีไม่มีความรู้ความชำนาญงาน ในกระทรวงที่ได้รับแต่งตั้ง

ด้วยท่วงท่าสุภาพอ่อนน้อม น้ำเสียงนุ่มนวล...นายกฯพระยาพหลฯ ชี้แจงต่อสภา...ว่า

ตามที่สมาชิกทักท้วง ข้าพเจ้าเห็นว่าท่านยังเข้าใจผิดในเรื่องการเมืองอีกมาก ด้วยเหตุไร การเป็นรัฐมนตรีว่าการ หาใช่เอาเอ็กซเปิร์ตในทางวิชาการความรู้เฉพาะสิ่งเฉพาะอย่าง ที่เรียกว่าเจ้าหน้าที่เทคนิคไม่

ในเรื่องนี้เจ้าหน้าที่ประจำเขามี เขาทำอยู่ ผู้ใดที่ไปเรียนแร่มาก็ต้องไปทำหน้าที่ในเรื่องแร่ ผู้ใดไปเรียนในทางเกษตรมา ก็ต้องไปทำหน้าที่ในทางเกษตร เช่น  การทำนา  จะเอาเจ้าหน้าที่การเมืองให้รู้อย่างนั้นอย่างนี้ไปทุกสิ่งทุกอย่าง

ท่านจะไปหาจนตลอดชีวิต ก็หาไม่ได้

ข้าพเจ้าเชื่อแน่ทีเดียวว่า ท่านหาอย่างนั้นไม่ได้ แต่หาผู้อำนวยการนั้นหาได้

ข้าพเจ้าอำนวยงาน ข้าพเจ้าใช้คน นี่แหละข้าพเจ้าจะตัดบทว่า เมื่อท่านเชื่อถือข้าพเจ้า ให้ข้าพเจ้าเป็นนายกฯ  ท่านก็ต้องเชื่อถือในเรื่องที่ข้าพเจ้าจะเลือกใช้คน

ข้าพเจ้าจะพูดกับท่านไม่ได้ชัดแจ้งในที่นี้ ว่า ทำไมข้าพเจ้าเลือกคนนั้น เลือกคนนี้

แต่ข้าพเจ้าอาจพูดกับท่านเป็นการส่วนตัวได้ว่า เหตุใดข้าพเจ้าจึงเลือกอย่างนั้นอย่างนี้ นี่ท่านถือเป็นกันเอง เป็นคณะพรรคเดียวกันแล้ว ท่านก็ไม่จำเป็นจะต้องเอามาแฉโพยในที่นี้ มาพูดกันตัวต่อตัวว่า

ทำไม ถึงเลือกรัฐมนตรีธรรมการที่เป็นทหารเรือ

ข้าพเจ้าจำเป็นต้องถือนโยบาย จะให้ข้าพเจ้าพลุ่งสว่างโร่โจ้ออกไปนั้น

ไม่ได้ จำเป็นต้องเก็บไว้บ้าง ฯลฯ

ส.พลายน้อย เขียนว่า แม้พระยาพหลฯ จะตอบทุกอย่างไม่หมด มีเหตุผลพิเศษ แต่ด้วยคำพูดที่ออกจากใจ ตรงไปตรงมา ตามสไตล์ ชาติเสือ

ต้องไว้ลาย ชาติชายต้องไว้ชื่อ...คำชี้แจงสภา...ด้วยภาษาที่ไม่บ่งว่า อ่านหรือท่องจำมาจากใคร...

ก็สามารถยุติข้อสงสัยของสมาชิกสภาได้ โดยไม่มีเสียงวอแวงอแงตามมา

คำที่ออกจากปากนายกฯจะมีน้ำหนักมาก ยุติเสียงโต้แย้งได้ง่าย เหตุเพราะมีบารมีคนพูด...เป็นตัวช่วย

พระยาพหลฯ เป็นผู้ถูกขานชื่อว่า นายกฯผู้ซื่อสัตย์ ใช้ชีวิตสมถะเรียบง่าย...เมื่อรัฐมนตรีเรียกร้องขอขึ้นเงินเดือน (1,500 บาท) ท่านก็ว่า ตำแหน่งนายกฯของท่าน ขอเงินเดือนเท่ารัฐมนตรี พวกรัฐมนตรีที่ร้องขอเพิ่มเงินเดือน ก็ต้องเงียบเสียงไป

ตั้งแต่เมืองไทยมีนายกรัฐมนตรีมา พระยาพหลฯ  เป็นนายกฯที่ถูกเรียกร้องแกมบังคับ...ให้เสียสละเพื่อชาติ ครั้งที่เต็มใจเป็นนายกฯแทบจะไม่มี

มีข่าวว่า ตอนถึงอนิจกรรม...ในบ้านท่านมีเงินเก็บอยู่น้อยมาก รัฐบาลรู้แกวช่วยเป็นเจ้าภาพจัดงานใหญ่ ให้สมเกียรติยศอดีตนายกฯหลายสมัย

นายกฯมีบารมีอย่างนี้ แม้จะพูดจาด้วยภาษานักเลง ไม่เข้าเหลี่ยมกฎหมาย...ผู้คนทั้งหลายก็ยอมรับนับถือ

จะเอาทหารเรือมาเป็นรัฐมนตรีศึกษา จะเอาตำรวจเป็นรัฐมนตรีสาธารณสุข หรือเอาไปคุมตลาดนัด ฯลฯ ก็ทำได้

กระทั่งเรื่องยากๆทางการเมือง เช่น  การเสนอกฎหมายปรองดอง หรือการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คนเราเมื่อรักนับถือในความซื่อ ความดี...กันเสียแล้ว ก็เป็นเรื่อง...ไม่ยาก.


กิเลน ประลองเชิง

โหวตข่าวนี้