advertisement

ไทยสามฝ่าย

โดย นิติภูมิ นวรัตน์ 2 ก.พ. 2554 05:00

สมัยก่อนตอนโน้น เราเคยได้ยินคำว่าเขมร 3 ฝ่าย ได้ฟังแล้วก็นึกขำแกมสมเพช ว่าประเทศอะไรหนอช่างวุ่นวายขายปลาช่อน ผู้คนไร้รักสามัคคี มีการแบ่งเป็นเขมร 3 ฝ่าย เขมร 4 ฝ่าย แบ่งฝักแบ่งฝ่ายวุ่นวายอย่างนี้ แล้วเมื่อใดประเทศชาติบ้านเมืองของเอ็งจะเจริญ

ความแตกแยกภายในชาติบ้านเมือง ทำให้เขมรเป็นข่าวไม่เว้นแต่ละวัน ตอนนั้น  แม้ว่าผมจะยังไม่ได้มีส่วนเกี่ยวดองหนองยุ่งกับงานด้านสื่อสารมวลชน เป็นแค่ประชาชนคนบริโภคข่าวธรรมดา ผมยังจำรายชื่อนักการเมืองเขมรได้เกือบหมด ไม่ว่าจะเป็นพอล พต, แปน สุวรรณ, จัน สี, ชาย พูทอง, บัว ถาง, ฮุน เซน, เจีย สอธ, จัน พิน, เฮง สัมริน, ลิม เน, เจย ซาพูน, มัต ลี, ซอย แก้ว, คัง ซาริน, เฮง ซัมโค, รัน เทียม ไคสลิน, เล สเมน, ตริง ค่า, มิ่ง ซามัน ฯลฯ

ส่วนประชาชนคนเขมรน้อยคนที่จะจำชื่อนักการเมืองของไทยได้ เพราะบ้านเราในสมัยก่อนตอนนั้น มีความรักสมัครสมานสามัคคีดีมาก ชื่อเสียงเรียงนามของคนไทยเป็นพวกที่ขยันทำมาหากิน แม้ว่าจะมีปฏิวัติรัฐประหารกันบ้าง แต่ก็ไม่ถึงขนาดต้มยำทำแกงฆ่ากันตายหลายแสนเป็นล้านคนอย่างในแผ่นดินถิ่นกัมพูชา

เขมรในสมัยก่อนตอนนั้น แบ่งเป็น 3 ฝ่าย ฝ่ายแรกเป็นพวกที่มีพื้นฐานดั้งเดิมมาจากเวียดนาม ส่วนใหญ่เป็นนักการเมืองที่หลบลี้หนีจากกัมพูชาไปในสมัยที่นายพอล พต เรืองอำนาจ ฝ่ายที่สองเป็นเขมรที่มีถิ่นกำเนิดเกิดมาทางภาคตะวันออก ไม่ว่าจะเป็นเฮง สัมริน หรือแม้แต่ฮุน เซน ฝ่ายที่สามเป็นพวกที่หนีจากเขมรไปซุกอยู่ใต้ใบบุญของเวียดนามตั้งแต่ พ.ศ.2497 และแอบกลับเข้ามาในแผ่นดินเขมรตั้งแต่ พ.ศ.2513

เขมรทั้ง 3 ฝ่ายนี้ทะเลาะเบาะแว้งกัน ไม่ลงรอยกัน ขนาดว่าจะมีการประชุมสมัชชาพรรคแต่ละครั้งต้องไปเชิญผู้ใหญ่ในพรรคคอมมิวนิสต์ สายโซเวียตมาเป็นพยาน เพราะนักการเมืองเขมรแต่ละคนในสมัยก่อนตอนนั้น ไม่มีใครฟังใคร ไม่มีใครเคารพนบนอบใคร

เมื่อผู้ใหญ่จากต่างประเทศกระดิกพลิกตัวเข้ามาเป็นพยานในการประชุม ก็สามารถทำให้สถานการณ์ในการประชุมเป็นที่เชื่อถือได้ มีพยานหลายท่านครับ ไม่ว่าจะเป็นท่านเล ส่วน เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ เวียดนาม ท่านไกรสอน พรมวิหาร เลขาธิการพรรคประชาชนปฏิวัติลาว เพื่อนรักของนิติภูมิคนหนึ่งซึ่งก็คือฉลอง ศรีทุมทอง เป็นบุตรบุญธรรมของท่าน และเพื่อนรักของผมอีกคนหนึ่ง คือเยฟกินี เบลลิงกี เคยเป็นล่ามภาษารัสเซียให้ท่านไกรสอน

คนเขมรในสมัยนั้นเจ๊งเพราะไม่มีใครเชื่อใคร จะประชุมอะไรให้เป็นเรื่องเป็นราวและมีผลใช้บังคับ ก็ต้องส่งโทรเลขไปขอตัวแทนคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ของสหภาพโซเวียตให้ เดินทางจากกรุงมอสโกมานั่งเป็นสักขีพยาน ท่านที่โดนส่งมากรุงพนมเปญบ่อยที่สุดก็เห็นจะเป็นท่านกาปูรอฟ โดยท่านกาปูรอฟ มาพนมเปญครั้งแรกใน พ.ศ.2524

วันเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนไปในเวลาเพียง 30 ปี สถานการณ์กลับเปลี่ยนไปอย่างไม่น่าเชื่อ เพื่อนรักของผมคนหนึ่งซึ่งเป็นคนจังหวัดเปรยแวงโทรศัพท์มาเล่าให้ฟังว่า ขณะนี้คนเขมรทั้งประเทศเบื่อความแตกแยกในไทยที่ไปเป็นข่าวอยู่ในสื่อเขมรอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันเต็มที

หลายสิบปีที่แล้ว คนไทยจำชื่อนักการเมืองเขมรได้เกือบหมดและประณามหยามหมิ่นนักการเมืองเขมรว่าเป็นพวกเขมร 3 ฝ่าย

ทว่า ปัจจุบันทุกวันนี้ คนเขมรกลับจำชื่อตัวละครการเมืองไทยได้เกือบทั้งหมด ชื่อที่จำแม่นกันที่สุดก็เห็นจะเป็นกษิต ภิรมย์, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, สุเทพ เทือกสุบรรณ, สนธิ ลิ้มทองกุล, จำลอง ศรีเมือง, ทักษิณ ชินวัตร, ชวลิต ยงใจยุทธ, นพดล ปัทมะ ฯลฯ

ที่น่าอายที่สุดเลยก็คือ สื่อเขมรทุกประเภทวิจารณ์ว่าประชาชนคนไทยในปัจจุบันทุกวันนี้ มี 3 ฝ่าย ฝ่ายแรกเป็นพวกเสื้อเหลือง ฝ่ายที่สองเป็นพวกเสื้อแดง และฝ่ายที่สามก็เป็นรัฐบาลไทยในตอนนี้ที่นำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ "พวกเขามีแต่จุมพลัวะ วิบัติ ปรอซัง ทะเลาะ วิบัติ ขัดแย้ง โดยไม่มีวันที่จะสงบจบลงได้ ไทยกลุ่มที่หนึ่งจะเอาอย่างหนึ่ง ในขณะที่ไทยกลุ่มที่สองต้องการอย่างอื่น และคนไทยกลุ่มที่สามก็ต้องการในสิ่งที่ไม่เหมือนกับสองกลุ่มแรก"

"เป็นเรื่องน่าขัน ที่พวกเขาประกาศว่าจะข้ามมารบกับเรา ซึ่งเป็น ประเทศที่มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ในขณะที่พวกเขาทะเลาะกันและสร้างความวิบัติให้ชาติของเขาอย่างต่อเนื่อง โดยที่ไม่มีผู้ใดหรือใครแม้แต่คนเดียวในโลกนี้ที่จะห้ามปรามพวกเขาให้เลิกทะเลาะกันได้ พวกเขาเอาแต่ทะเลาะกันเอง และก็ลามปามข้ามแดนมาหาเรื่องทะเลาะกะเรา"

ในฐานะคนไทย ผมไม่ชอบคำวิจารณ์ของสื่อเขมรอย่างมากที่สุด

ทว่า มีอย่างหนึ่งซึ่งสื่อเขมรเขียนถูก ก็คือ

"พวกเขาต้องมีความสามัคคี ก่อนที่จะทะลึ่งมารบกะเรา".

 

นิติภูมิ นวรัตน์

โหวตข่าวนี้